การเมืองญี่ปุ่นเดินหน้าเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเต็มตัว หลังสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบในวันที่ 23 มกราคม 2026 โดยเป็นการยุบสภาตั้งแต่ “ต้นสมัยประชุมสภาปกติ” ซึ่งถูกระบุว่าเป็นกรณีที่เกิดขึ้นครั้งแรกในรอบ 60 ปี และรัฐบาลกำหนดกรอบเลือกตั้งแบบเร่ง คือประกาศรับสมัครวันที่ 27 มกราคม และเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ความพิเศษของการเลือกตั้งรอบนี้คือระยะเวลาหาเสียงสั้นมาก ทำให้ประเด็นนโยบายที่ “โดนใจประชาชน” มีโอกาสกลายเป็นตัวชี้ขาด และหนึ่งในประเด็นใหญ่คือมาตรการค่าครองชีพโดยเฉพาะเรื่องภาษีบริโภค/ภาษีขายที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ซึ่งถูกหยิบขึ้นมาเป็นหัวใจของการหาเสียง
สำหรับไทย สิ่งที่ควรโฟกัสไม่ใช่แค่ผลแพ้ชนะ แต่คือผลสะเทือนทางเศรษฐกิจในระยะสั้นที่มักมากับการเลือกตั้ง เช่น ความผันผวนของค่าเงินเยนและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรญี่ปุ่น เพราะตลาดจะประเมินว่าญี่ปุ่นจะใช้นโยบายการคลัง “ผ่อนหนัก” แค่ไหน และมีแหล่งเงินรองรับหรือไม่ ผู้ประกอบการไทยที่มีรายรับรายจ่ายเป็นเยน หรือบริษัทที่ซื้อขายกับญี่ปุ่น จึงควรเตรียมแผนรับมือเรทที่แกว่งกว่าปกติในช่วงก่อนและหลังวันเลือกตั้ง ขณะที่ภาคท่องเที่ยวไทยก็ต้องจับตาบรรยากาศผู้บริโภคญี่ปุ่น หากนโยบายค่าครองชีพและความเชื่อมั่นผู้บริโภคเปลี่ยนไป จะกระทบกำลังซื้อและพฤติกรรมการเดินทางได้
แนวทางที่เหมาะกับคนทำธุรกิจคือการทบทวนสัญญาและเงื่อนไขการชำระเงินให้ยืดหยุ่นขึ้น เช่น การแบ่งงวด การกำหนดช่วงเรทอ้างอิง หรือการกันงบสำรองเพื่อความผันผวน รวมถึงติดตามประเด็นภาษีบริโภคและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังเลือกตั้ง เพราะนั่นจะเป็นตัวบอกทิศทางอุปสงค์ภายในญี่ปุ่นและบรรยากาศการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นในต่างประเทศ
