ลองจินตนาการว่าบริษัทหนึ่งเพิ่งประกาศกำไรเพิ่มขึ้น ปรับเป้าหมายกำไรทั้งปีขึ้นไปอีก แต่วันรุ่งขึ้นราคาหุ้นกลับดิ่งลงกว่า 14% ภายในวันเดียว ฟังดูเหมือนเรื่องไม่สมเหตุสมผล แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับ Fanuc (ฟานุค) บริษัทหุ่นยนต์อุตสาหกรรมชื่อดังของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา
วันนั้น ดัชนีนิกเกอิ (Nikkei) ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นหลักของตลาดโตเกียว ปิดตลาดลดลง 607.12 จุด หรือประมาณ 0.94% มาอยู่ที่ 63,754.90 จุด หลังจากที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องมา 3 วันติดต่อกัน ดัชนี TOPIX ซึ่งวัดภาพรวมหุ้นทั้งตลาดก็ลดลงเช่นกัน มูลค่าการซื้อขายวันนั้นพุ่งสูงถึงเกือบ 11.8 ล้านล้านเยน สะท้อนว่านักลงทุนตื่นตัวและซื้อขายกันอย่างหนัก
สาเหตุหลักมาจากสองปัจจัยที่ประจวบเหมาะกันพอดี ปัจจัยแรกคือช่วงนี้เป็น “ฤดูประกาศผลประกอบการ” (決算 อ่านว่า เคะซัง) ของบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่จะประกาศผลกำไรไตรมาสให้นักลงทุนทราบ และหลายบริษัทก็ประกาศผลดีเกินคาด เช่น Renesas Electronics (เรเนซัส) ผู้ผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ ที่พลิกจากขาดทุนเป็นกำไร และกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นจึงพุ่งสวนตลาด เช่นเดียวกับ Kioxia (คิออกเซีย) ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำที่ราคาหุ้นก็ปรับขึ้นสวนทางตลาดโดยรวม
ปัจจัยที่สองคือค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงตลาดค่าเงินร่วมกันในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นนี้เป็นดาบสองคม กล่าวคือ ดีต่อคนที่นำเข้าสินค้าหรือพลังงาน แต่เป็นผลลบต่อบริษัทส่งออก เพราะเมื่อแปลงรายได้จากต่างประเทศกลับมาเป็นเงินเยน มูลค่าจะลดลง นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไม Fanuc ซึ่งพึ่งพารายได้จากต่างประเทศเป็นหลัก แม้จะประกาศกำไรดีและปรับเป้าขึ้น แต่นักลงทุนกลับมองว่าตัวเลขที่ปรับขึ้นนั้น “ยังไม่น่าประทับใจพอ” เมื่อเทียบกับความเสี่ยงจากเงินเยนแข็งที่จะกดดันกำไรในอนาคต จึงเทขายทำกำไรออกมาแทน
ปรากฏการณ์นี้สอนอะไรคนไทยที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นบ้าง สำหรับผู้ประกอบการไทยที่นำเข้าเครื่องจักรหรือชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากญี่ปุ่น อย่างกลุ่มหุ่นยนต์อุตสาหกรรมของ Fanuc ที่ใช้กันแพร่หลายในโรงงานยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไทย จังหวะที่เงินเยนแข็งค่าแบบนี้อาจเป็นโอกาสในการเจรจาต่อรองราคานำเข้า เพราะต้นทุนในรูปเงินบาทจะสูงขึ้นก็จริง แต่บริษัทญี่ปุ่นเองก็เผชิญแรงกดดันให้ต้องรักษาฐานลูกค้าต่างประเทศไว้เช่นกัน ในทางกลับกัน สำหรับคนไทยที่ลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นหรือกองทุนที่มีสัดส่วนหุ้นญี่ปุ่น ช่วงนี้คือช่วงที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะความผันผวนสูงกว่าปกติมาก และทิศทางราคาหุ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับทิศทางค่าเงินเยนควบคู่กันไปด้วย
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ปรับขึ้นสวนตลาด สะท้อนว่าความต้องการชิปสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงแข็งแกร่งมาก แม้ตลาดโดยรวมจะผันผวน นักลงทุนต่างชาติรวมถึงนักลงทุนสถาบันจากสหรัฐฯ ยังคงให้น้ำหนักกับกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ซึ่งเป็นเทรนด์เดียวกับที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Oracle พุ่งขึ้นแรงจากกระแส AI เช่นกัน
ดังนั้น ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจญี่ปุ่นเพื่อประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจ สิ่งที่ควรทำในช่วงนี้ไม่ใช่การตื่นตระหนกไปกับตัวเลขที่ขึ้นลงรายวัน แต่ควรมองภาพรวมสองเรื่องคู่กันเสมอ คือทิศทางค่าเงินเยน และภาคอุตสาหกรรมที่บริษัทคู่ค้าของคุณสังกัดอยู่ว่าเป็นกลุ่มพึ่งพาการส่งออกหรือกลุ่มที่ได้อานิสงส์จากกระแสเทคโนโลยีใหม่ เพราะสองปัจจัยนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางที่แท้จริง มากกว่าตัวเลขกำไรที่ประกาศออกมาเพียงอย่างเดียว

