ลองจินตนาการว่า ถ้าดัชนีหุ้นของประเทศหนึ่งวิ่งแซงหน้าดัชนีทั่วโลกถึง 21 ตลาดหลักในรอบปีนี้ ทิ้งห่างอันดับสองไปกว่า 4 จุดเปอร์เซ็นต์ นักลงทุนและนักธุรกิจที่ทำการค้ากับประเทศนั้นควรรู้สึกอย่างไร นั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นโตเกียวในสัปดาห์ที่ผ่านมา
วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม ดัชนีนิกเกอิ 225 (Nikkei 225 ดัชนีหุ้นหลักของตลาดโตเกียว) ปิดตลาดที่ 68,713.80 เยน เพิ่มขึ้น 405.21 เยน หรือ 0.59% นับเป็นการปรับขึ้นต่อเนื่องวันที่ 4 ติดต่อกัน และตลอดทั้งสัปดาห์ดัชนีบวกไป 3,107 เยนจากปลายสัปดาห์ก่อน ระหว่างวันเคยขึ้นไปแตะระดับ 69,000 เยนเศษ ใกล้เคียงตัวเลขจิตวิทยาที่ 70,000 เยนซึ่งตลาดจับตาว่าจะทะลุได้หรือไม่ในสัปดาห์ถัดไป ส่วนดัชนี TOPIX (ดัชนีหุ้นรวมของตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ที่คำนวณจากหุ้นทุกตัวในตลาดไพรม์) ก็ทำสถิติปิดสูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 เช่นกัน หากมองในภาพรวมทั้งปี ดัชนีนิกเกอิบวกไปแล้ว 36.50% ซึ่งเมื่อนำไปเทียบกับดัชนีหลักทั่วโลก 21 ตลาด ญี่ปุ่นครองอันดับหนึ่ง ทิ้งห่างอันดับสองอย่างอียิปต์ (EGX30 บวก 32.09%) ไปกว่า 4 จุด และทำผลงานดีกว่า Nasdaq100 ของสหรัฐฯ (บวก 19.00%) และ S&P500 (บวก 13.74%) ถึง 2-3 เท่า
เบื้องหลังแรงบวกครั้งนี้มาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ปัจจัยแรกคือฝั่งสหรัฐฯ ตัวเลขดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนกรกฎาคมที่ประกาศเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด ต่อเนื่องจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่ชะลอตัวก่อนหน้านี้ ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลง และเงินไหลเข้าหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์ในตลาดวอลล์สตรีท กระแสนี้ไหลต่อมายังตลาดโตเกียวทันที หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่าง Advantest กลายเป็นตัวหนุนดัชนีอันดับหนึ่ง ส่วน Kioxia Holdings ก็ติดอันดับ 3 อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจคือหุ้นกลุ่มเดียวกันไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด เพราะ Tokyo Electron และ Ibiden กลับปรับตัวลง สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มแยกแยะรายตัวมากขึ้น ไม่ใช่ไล่ซื้อทั้งกลุ่มแบบไม่เลือกหน้าอีกต่อไป อีกปัจจัยหนึ่งที่ซ้อนอยู่คือค่าเงินเยนที่ยังคงอ่อนตัว โดยช่วงกลางเดือนสิงหาคมอยู่ที่ประมาณ 159 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เงินเยนอ่อนแบบนี้เป็นผลดีต่อกำไรของบริษัทส่งออกญี่ปุ่นเมื่อแปลงกลับเป็นสกุลเงินเยน จึงเป็นอีกแรงหนุนสำคัญที่ทำให้กำไรบริษัทจดทะเบียนออกมาดีกว่าคาด
สำหรับคนไทยที่ทำธุรกิจกับญี่ปุ่นหรือทำงานอยู่ในบริษัทลูกของบริษัทญี่ปุ่นในไทย ข่าวนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขในตลาดหุ้นที่ไกลตัว เพราะเมื่อบริษัทแม่ในญี่ปุ่นมีกำไรดีขึ้นและราคาหุ้นสูงขึ้น มักจะตามมาด้วยความมั่นใจในการลงทุนขยายกิจการในต่างประเทศ รวมถึงประเทศไทยซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญของบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมาก ขณะเดียวกันเงินเยนที่ยังอ่อนอยู่ในระดับ 159 เยนต่อดอลลาร์ ก็หมายความว่าต้นทุนการนำเข้าสินค้า เครื่องจักร หรือชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นมายังไทยยังคงถูกกว่าช่วงเยนแข็ง เป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบหรือเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น แต่ในทางกลับกัน หากใครกำลังวางแผนส่งออกสินค้าไทยไปขายในญี่ปุ่น ก็ต้องคำนึงว่าเงินเยนอ่อนทำให้สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงจากไทย มีราคาแพงขึ้นในสายตาผู้บริโภคญี่ปุ่น
แล้วนักธุรกิจไทยควรทำอย่างไรกับสัญญาณนี้ คำตอบไม่ใช่การรีบกระโดดเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่นทันทีเพราะดัชนีขึ้นแรง แต่ควรมองเป็นสัญญาณบวกที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังมีความเชื่อมั่นสูงในสายตานักลงทุนทั่วโลก หากคุณเป็นคู่ค้าของบริษัทญี่ปุ่น นี่อาจเป็นจังหวะที่ดีในการเปิดบทสนทนาเรื่องแผนขยายการลงทุนหรือคำสั่งซื้อในปีหน้า และหากคุณติดตามอัตราแลกเปลี่ยนอยู่แล้ว ก็ควรจับตาดูว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะขยับนโยบายดอกเบี้ยเมื่อไหร่ เพราะนั่นจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางเงินเยนในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

