คลิกที่นี่เพื่อเข้าชมเว็บไซต์ Bangkok Shuho (ภาคภาษาญี่ปุ่น) バンコク週報ウエブサイト(日本語)はこちらから

ปล่องควันโรงงานญี่ปุ่นถล่มทับพนักงาน 9 ศพ ทั้งที่เสริมโครงสร้างหลังแผ่นดินไหวปี 2016 แล้ว บทเรียนความปลอดภัยที่คนไทยในญี่ปุ่นควรรู้

มีเนื้อหาโฆษณา

ลองนึกภาพวันธรรมดาวันหนึ่งที่พนักงานออฟฟิศกำลังนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตามปกติ แล้วจู่ๆ พื้นก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนที่โครงสร้างขนาดใหญ่จากภายนอกอาคารจะพังถล่มลงมาทับตึกทั้งหลัง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับพนักงานของบริษัทกระดาษยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งในจังหวัดคุมาโมโตะ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม บริษัทนิปปอนเปเปอร์ (日本製紙) หนึ่งในผู้ผลิตกระดาษรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ได้จัดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวคุมาโมโตะเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ซึ่งทำให้ปล่องควันสูง 80 เมตรของโรงงานยัตสึชิโระถล่มลงมาทับตึกสองชั้นที่เป็นห้องควบคุมการผลิต มีพนักงานติดอยู่ภายใน 11 คน แม้ทีมกู้ภัยจะช่วยชีวิตออกมาได้ทั้งหมด แต่สุดท้ายมีผู้เสียชีวิตถึง 9 คน เป็นพนักงานของบริษัทเอง 6 คน และพนักงานบริษัทคู่ค้าอีก 3 คน ทั้งหมดเป็นชายอายุระหว่าง 30-60 ปี ประธานบริษัท เซเบะ อากิระ กล่าวขอโทษต่อสาธารณะพร้อมแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และยอมรับว่ายังไม่สามารถบอกกำหนดเวลาที่โรงงานจะกลับมาเดินเครื่องได้ตามปกติ

ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศ ไม่ใช่แค่จำนวนผู้เสียชีวิต แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่าปล่องควันต้นที่ถล่มลงมานั้น เคยผ่านการเสริมโครงสร้างให้ทนแผ่นดินไหว (耐震補強) มาแล้วหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวคุมาโมโตะครั้งใหญ่เมื่อปี 2016 คำถามที่ตามมาคือ เหตุใดโครงสร้างที่เสริมความแข็งแรงแล้วจึงยังพังทลายลงมาได้อีก จากคำอธิบายในที่แถลงข่าว ผู้จัดการโรงงานระบุว่าโรงงานทั้งหมดมีปล่องควัน 5 ต้น ในจำนวนนี้ได้รับความเสียหาย 3 ต้น และปล่องที่ถล่มลงมาหักตรงกลางลำปล่อง ซึ่งบริษัทยอมรับตรงไปตรงมาว่าไม่มีคู่มือปฏิบัติงานที่ระบุให้พนักงานอพยพในกรณีที่ปล่องควันมีแนวโน้มจะถล่ม เพราะไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ บริษัทประกาศจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนอิสระร่วมกับผู้เชี่ยวชาญภายนอกเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

เรื่องนี้สำคัญกับคนไทยมากกว่าที่คิด เพราะญี่ปุ่นถือเป็นประเทศต้นแบบด้านมาตรฐานความปลอดภัยจากแผ่นดินไหวของโลก บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากที่มาลงทุนตั้งโรงงานในไทย มักนำมาตรฐานความปลอดภัยแบบญี่ปุ่นมาใช้เป็นต้นแบบเช่นกัน เหตุการณ์นี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่าแม้แต่มาตรการที่ผ่านการปรับปรุงแล้วก็อาจยังมีช่องโหว่ที่ไม่มีใครคาดคิด สำหรับคนไทยที่ทำงานอยู่ในโรงงานญี่ปุ่น ไม่ว่าจะในญี่ปุ่นเองหรือในไทย เรื่องนี้ควรกระตุ้นให้ตั้งคำถามกับนายจ้างว่ามีแผนอพยพฉุกเฉินที่ครอบคลุมสถานการณ์จริงหรือไม่ ส่วนนักธุรกิจไทยที่มีซัพพลายเออร์หรือพันธมิตรในภูมิภาคคิวชูของญี่ปุ่น ก็ควรติดตามความคืบหน้าของโรงงานแห่งนี้อย่างใกล้ชิด เพราะการหยุดผลิตที่ยืดเยื้ออาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานกระดาษและบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคเอเชียได้เช่นกัน

สำหรับคนไทยที่ใกล้ชิดกับญี่ปุ่นไม่ว่าจะในฐานะพนักงาน นักธุรกิจ หรือผู้ที่มีครอบครัวอาศัยอยู่ที่นั่น สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การตื่นตระหนก แต่คือการใช้โอกาสนี้ทบทวนความรู้เรื่องความปลอดภัยขั้นพื้นฐานของตัวเอง หากทำงานในอาคารหรือโรงงานที่มีโครงสร้างสูงใหญ่ ลองสอบถามฝ่ายบุคคลหรือฝ่ายความปลอดภัยว่าจุดรวมพลและเส้นทางอพยพในกรณีแผ่นดินไหวอยู่ตรงไหน และอย่าคิดว่ามาตรการที่มีอยู่แล้วจะสมบูรณ์แบบเสมอไป เพราะอย่างที่เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็น แม้แต่ประเทศที่เชี่ยวชาญเรื่องแผ่นดินไหวที่สุดในโลกก็ยังต้องเรียนรู้บทเรียนใหม่อยู่เสมอ

หากบทความนี้เป็นประโยชน์
ขอเชิญติดตามเรา

ฝากแชร์บทความนี้ด้วยนะครับ
  • URLをコピーしました!
สารบัญ