ถ้าคุณกำลังวางแผนบินไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วงนี้ ลองจินตนาการว่าก้าวลงจากสนามบินแล้วเจอกับอากาศร้อนยิ่งกว่าเดินอยู่กลางกรุงเทพฯ ตอนเที่ยงวันเสียอีก นี่ไม่ใช่การพูดเกินจริง เพราะเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2026 กรมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น (気象庁 อ่านว่า คิโชโจ) ได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการเตือนว่าญี่ปุ่นกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 80 ปี
ตามรายงานของกรมอุตุฯ ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของภูมิภาคตะวันตกของญี่ปุ่น (西日本 ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่โอซาก้าลงไปจนถึงคิวชู) ในช่วงกลางถึงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติในปี 1946 หรือเกือบ 80 ปีมาแล้ว และภายในวันที่ 2 สิงหาคมเพียงวันเดียว มีจุดตรวจวัดอุณหภูมิทั่วประเทศที่บันทึกอุณหภูมิเกิน 40 องศาเซลเซียส (เรียกว่า “โคคุโชบิ” 酷暑日 หรือวันร้อนจัดสุดขีด) รวมกันมากถึง 27 จุด และยังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ญี่ปุ่นบันทึกอุณหภูมิเกิน 40 องศาต่อเนื่องกันถึง 5 วัน กรมอุตุฯ คาดการณ์ว่าตลอดเดือนสิงหาคมนี้ อุณหภูมิในภูมิภาคตะวันตกจะยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างต่อเนื่อง
สาเหตุที่อากาศร้อนผิดปกติขนาดนี้ กรมอุตุฯ อธิบายว่าเกิดจากกระแสลมกรดชั้นบนของโลก (偏西風) ที่พัดเบี่ยงไปทางเหนือมากกว่าปกติ ทำให้ความกดอากาศสูงจากทิเบตแผ่ปกคลุมภูมิภาคตะวันตกของญี่ปุ่นหนาแน่นและสูงเป็นพิเศษ ประกอบกับลมอุ่นจากมหาสมุทรแปซิฟิกที่พัดเข้ามาสมทบ และปัจจัยภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิพื้นฐานสูงขึ้นทุกปี ทั้งสามปัจจัยนี้มาบรรจบกันพอดี ทำให้เกิดสภาพอากาศร้อนจัดผิดธรรมชาติ
สิ่งที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษคือเมืองคุมาโมโตะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากจะเผชิญความร้อนจัดแล้ว ยังเป็นพื้นที่ที่เพิ่งประสบแผ่นดินไหวรุนแรงเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องอาศัยในศูนย์พักพิงหรือนอนในรถยนต์ เสี่ยงต่อโรคลมแดดเป็นพิเศษ ขณะที่เมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างเกียวโตและโอซาก้า อุณหภูมิก็เข้าใกล้ระดับ 40 องศาเซลเซียสเช่นกัน ต่างจากภาพจำของคนไทยที่มักคิดว่าญี่ปุ่นหน้าร้อนอากาศเย็นสบายกว่าเมืองไทย ซึ่งความจริงในปีนี้อาจไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป
สำหรับคนไทยที่วางแผนเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ มีเรื่องที่ควรเตรียมตัวมากกว่าปกติ อย่างแรกคือการวางแผนกิจกรรมกลางแจ้ง ควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลา 11 โมงเช้าถึงบ่าย 3 โมง ซึ่งเป็นช่วงที่แดดแรงที่สุด และเลือกเที่ยวสถานที่ในร่มอย่างพิพิธภัณฑ์หรือห้างสรรพสินค้าแทนในช่วงเวลานั้น อย่างที่สองคือเรื่องการแต่งกาย ควรพกร่มกันแดดหรือหมวกปีกกว้าง และพกน้ำดื่มติดตัวตลอดเวลา เพราะร้านสะดวกซื้อในญี่ปุ่นแม้จะมีทั่วไป แต่ในบางพื้นที่ท่องเที่ยวชนบทอาจไม่ได้มีถี่เหมือนในเมือง อย่างที่สามคือการสังเกตอาการโรคลมแดดของตัวเองและคนในกลุ่ม เช่น เวียนหัว คลื่นไส้ เหงื่อออกผิดปกติ หรือรู้สึกอ่อนเพลียผิดปกติ หากมีอาการเหล่านี้ควรหยุดพักในที่ร่มหรือห้องแอร์ทันที และดื่มน้ำผสมเกลือแร่
อีกประเด็นที่คนไทยอาจไม่เคยรู้มาก่อนคือ ในญี่ปุ่นมีระบบเตือนภัยความร้อนที่เรียกว่า “เนตชูโช เคไคอาราโตะ” (熱中症警戒アラート) ซึ่งจะประกาศผ่านแอปพลิเคชันสภาพอากาศและโทรทัศน์เมื่อพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมีความเสี่ยงโรคลมแดดสูงเป็นพิเศษ นักท่องเที่ยวไทยที่ดาวน์โหลดแอปพยากรณ์อากาศญี่ปุ่นอย่าง Yahoo!天気 หรือ tenki.jp ไว้ล่วงหน้า จะสามารถติดตามการแจ้งเตือนนี้ได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งมีประโยชน์มากกว่าการเช็กแค่อุณหภูมิเฉยๆ เพราะระบบนี้คำนวณรวมทั้งความชื้นและรังสีความร้อนด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว ก่อนออกเดินทางครั้งนี้ อยากให้ทุกคนปรับความคาดหวังใหม่สักนิด ญี่ปุ่นหน้าร้อนปีนี้ไม่ใช่ญี่ปุ่นที่อากาศเย็นสบายอย่างที่เคยรู้จัก แต่คือประเทศที่กำลังเผชิญความร้อนจัดไม่ต่างจากบ้านเรา การเตรียมตัวให้ดีไม่ได้ทำให้ทริปสนุกน้อยลง แต่จะช่วยให้คุณเที่ยวได้อย่างปลอดภัยและสบายใจมากขึ้นต่างหาก
