ลองจินตนาการว่าคุณเป็นเจ้าของโรงงานชิ้นส่วนเล็กๆ ในบางปะกง ที่รับออร์เดอร์จากบริษัทแม่ในญี่ปุ่นมาสิบกว่าปี แล้ววันหนึ่งอีเมลจากคู่ค้าคนนั้นก็เงียบหายไปเฉยๆ ไม่มีคำตอบ ไม่มีการต่อสัญญา นี่ไม่ใช่เรื่องสมมติอีกต่อไป เพราะตัวเลขล่าสุดจากญี่ปุ่นกำลังบอกว่าเหตุการณ์แบบนี้มีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยขึ้นเรื่อยๆ
บริษัทวิจัยข้อมูลเครดิตชั้นนำของญี่ปุ่นอย่างโตเกียวโชโกริเสิร์ช (東京商工リサーチ) เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า จำนวนบริษัททั่วประเทศญี่ปุ่นที่ล้มละลาย หรือมีหนี้สินตั้งแต่ 10 ล้านเยนขึ้นไป ในเดือนกรกฎาคม 2026 อยู่ที่ 1,028 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 6.9% และนี่คือเดือนที่สองติดต่อกันที่ตัวเลขทะลุหลัก 1,000 แห่ง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2012 ส่วนตัวเลขเฉพาะเดือนกรกฎาคมเองก็สูงที่สุดในรอบ 13 ปีนับตั้งแต่ปี 2013 ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น มูลค่าหนี้สินรวมของบริษัทที่ล้มละลายพุ่งขึ้นถึง 41.4% แตะระดับ 236,312 ล้านเยน ยอดสะสมตั้งแต่มกราคมถึงกรกฎาคมของปีนี้อยู่ที่ 6,374 แห่ง เพิ่มขึ้น 7.1% จากปีก่อน จนโตเกียวโชโกริเสิร์ชคาดว่าทั้งปีนี้ตัวเลขอาจแตะ 11,000 แห่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2012
สาเหตุหลักที่ธุรกิจญี่ปุ่นล้มหายตายจากกันเป็นแถวไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่เป็นแรงกดดันสองทางที่มาบรรจบกันพอดี ทางแรกคือปัญหาขาดแคลนแรงงาน (人手不足) ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของญี่ปุ่นจากสังคมสูงวัยและประชากรวัยทำงานที่หดตัวลงทุกปี บริษัทเล็กๆ ต้องขึ้นค่าจ้างเพื่อรั้งพนักงานไว้ แต่จำนวนบริษัทที่ล้มละลายเพราะ “ต้นทุนค่าแรงพุ่ง” เดือนกรกฎาคมนี้มีถึง 36 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็น 2.1 เท่าจากปีก่อน สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการสำรวจมา ทางที่สองคือปัญหาราคาสินค้าและวัตถุดิบพุ่งสูง (物価高) จากทั้งเงินเยนที่อ่อนค่าและราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวน ทำให้บริษัทที่ล้มละลายเพราะแบกต้นทุนไม่ไหวมีถึง 93 แห่งในเดือนเดียว มากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติ ปัญหาคือบริษัทขนาดใหญ่สามารถผลักภาระต้นทุนไปที่ราคาสินค้าได้ แต่บริษัทขนาดเล็กและร้านค้าครอบครัวทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะกลัวเสียลูกค้า สุดท้ายจึงต้องแบกรับต้นทุนเองจนแบกไม่ไหว
สำหรับคนไทยที่ทำธุรกิจกับญี่ปุ่น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวเศรษฐกิจไกลตัว เพราะกว่า 77% ของบริษัทที่ล้มละลายเดือนนี้เป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีหนี้สินไม่ถึง 100 ล้านเยน นั่นคือกลุ่มซัพพลายเออร์ระดับกลางและระดับล่างในซัพพลายเชน ซึ่งบริษัทญี่ปุ่นที่มาลงทุนในไทยจำนวนมากพึ่งพาชิ้นส่วนหรือวัตถุดิบจากบริษัทกลุ่มนี้อยู่ หากคู่ค้าต้นทางในญี่ปุ่นล้มละลายกะทันหัน ผลกระทบอาจไล่มาถึงโรงงานในไทยได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการหยุดชะงักของวัตถุดิบ การเปลี่ยนซัพพลายเออร์กะทันหัน หรือแม้แต่หนี้ค้างชำระที่อาจไม่ได้รับคืน นอกจากนี้ ยังสะท้อนแนวโน้มใหญ่ที่นักลงทุนไทยควรจับตา นั่นคือบริษัทญี่ปุ่นขนาดกลางและเล็กจำนวนไม่น้อยกำลังมองหาทางออกด้วยการขยายฐานการผลิตมาต่างประเทศ รวมถึงไทย เพื่อหนีปัญหาต้นทุนแรงงานและวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งอาจเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่มองหาพันธมิตรใหม่
แล้วคนไทยที่ทำธุรกิจกับญี่ปุ่นควรทำอย่างไร คำแนะนำง่ายๆ คือ อย่ารอให้เรื่องแบบนี้มาเคาะประตูก่อนแล้วค่อยตกใจ ควรตรวจสอบสถานะทางการเงินของคู่ค้าญี่ปุ่นเป็นระยะ โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งข้อมูลอาจหาได้ยากกว่า ลองพิจารณากระจายความเสี่ยงด้วยการมีซัพพลายเออร์สำรองมากกว่าหนึ่งราย และถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการไทยที่กำลังมองหาพันธมิตรใหม่จากญี่ปุ่น ช่วงเวลานี้อาจเป็นจังหวะที่ดีที่จะเสนอตัวเป็นทางเลือกให้กับบริษัทญี่ปุ่นที่กำลังมองหาฐานผลิตที่ต้นทุนแรงงานยังคุ้มค่ากว่า เพราะในวิกฤตของฝั่งหนึ่ง มักซ่อนโอกาสของอีกฝั่งหนึ่งไว้เสมอ

