คลิกที่นี่เพื่อเข้าชมเว็บไซต์ Bangkok Shuho (ภาคภาษาญี่ปุ่น) バンコク週報ウエブサイト(日本語)はこちらから

เศรษฐกิจญี่ปุ่นโต 1.1% แต่คนญี่ปุ่นใช้จ่ายน้อยลง สัญญาณอะไรที่นักธุรกิจไทยควรจับตา

มีเนื้อหาโฆษณา

ลองจินตนาการว่าคุณเป็นเจ้าของบริษัทนำเข้าชิ้นส่วนจากญี่ปุ่น แล้ววันหนึ่งได้ยินข่าวว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่น “โต” แต่คนญี่ปุ่นกลับใช้จ่ายน้อยลง คุณควรตีความตัวเลขนี้อย่างไร นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสัปดาห์นี้

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น (内閣府) ได้เผยแพร่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เบื้องต้นของไตรมาสเดือนเมษายน-มิถุนายน 2026 พบว่า GDP ที่แท้จริง (ตัดผลกระทบจากเงินเฟ้อออกแล้ว) ขยายตัว 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือคิดเป็นอัตรารายปี (年率) 1.1% ถือเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้ตลาดคาดว่าจะโตราว 2.0-2.2%

สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขรวมคือ “องค์ประกอบ” ของการเติบโตนี้ การบริโภคภาคเอกชน (個人消費) ซึ่งเป็นสัดส่วนใหญ่ที่สุดของ GDP ญี่ปุ่น กลับติดลบ 0.02% เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขึ้นภาษีบุหรี่และการเปลี่ยนวิธีนับค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาหลังรัฐบาลขยายการอุดหนุนค่าเทอมโรงเรียนมัธยม การลงทุนของภาคธุรกิจ (設備投資) ก็ลดลง 1.2% ติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 2 จากการชะลอด้านบริการวิจัยและพัฒนา ตรงข้ามกับภาคการส่งออกสุทธิ (外需) ที่กลายเป็นตัวค้ำเศรษฐกิจ โดยได้แรงหนุนหลักจากการนำเข้าพลังงานที่ลดลง มากกว่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นจริง

เหตุผลเบื้องหลังความอ่อนแอของอุปสงค์ในประเทศ ส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ตึงเครียดตลอดทั้งไตรมาสนี้เป็นไตรมาสแรกอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ราคาพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้น ดัชนีราคาสินค้าที่ผู้ผลิตขายให้กัน (企業物価指数) เดือนกรกฎาคมพุ่งขึ้นถึง 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน ธนาคารกลางญี่ปุ่น (日本銀行 หรือ BOJ) จึงเริ่มส่งสัญญาณเตือนความเสี่ยงเงินเฟ้อ และมีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (政策金利) เร็วที่สุดในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไปหลังจากที่ปรับขึ้นไปแล้ว 0.25% เมื่อเดือนมิถุนายน

สำหรับคนไทยที่ทำธุรกิจกับญี่ปุ่นหรือมีความเกี่ยวข้องทางการเงินกับเยน เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวเศรษฐกิจไกลตัว หากธนาคารกลางญี่ปุ่นตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยจริงในเดือนกันยายน แนวโน้มคือค่าเงินเยนจะแข็งค่าขึ้น (เยนแข็ง) เมื่อเทียบกับเงินบาท ซึ่งหมายความว่าธุรกิจไทยที่นำเข้าสินค้าหรือชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นอาจต้องจ่ายแพงขึ้นในรูปเงินบาท ขณะเดียวกัน คนไทยที่ทำงานให้บริษัทญี่ปุ่นและได้รับเบี้ยเลี้ยงหรือโบนัสเป็นสกุลเงินเยน อาจได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยนที่ดีขึ้นเมื่อโอนเงินกลับมาเป็นบาท ส่วนคนที่วางแผนเดินทางไปญี่ปุ่นช่วงปลายปีก็ควรจับตาเรื่องนี้ไว้เช่นกัน เพราะเยนแข็งขึ้นหมายถึงค่าใช้จ่ายเที่ยวญี่ปุ่นที่แพงขึ้นตามไปด้วย

อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ ท่ามกลางการบริโภคในประเทศที่ซบเซา บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่นกลับมีกำไรสุทธิไตรมาสเดียวกันเพิ่มขึ้นถึง 64% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยแรงหนุนหลักมาจากความต้องการด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่ง สะท้อนว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นตอนนี้กำลังแบ่งเป็นสองขั้วชัดเจน คือภาคธุรกิจส่งออกและเทคโนโลยีที่ยังเติบโตดี ในขณะที่การใช้จ่ายของครัวเรือนทั่วไปยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ สำหรับผู้ประกอบการ SME ญี่ปุ่นในไทยที่กำลังพิจารณาขยายการลงทุนหรือเปิดสาขาใหม่ ภาพเศรษฐกิจนี้อาจส่งผลให้บริษัทแม่ในญี่ปุ่นระมัดระวังการใช้จ่ายในประเทศมากขึ้น แต่ยังคงมองหาโอกาสเติบโตในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและซัพพลายเชน

ดังนั้น สิ่งที่คนไทยที่ทำงานหรือทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นควรทำในตอนนี้ ไม่ใช่การตื่นตระหนกกับตัวเลข 1.1% แต่คือการติดตามการประชุมนโยบายการเงินของ BOJ ในเดือนกันยายนอย่างใกล้ชิด หากคุณมีสัญญาซื้อขายหรือชำระเงินเป็นสกุลเยนในช่วงปลายปีนี้ อาจลองปรึกษาธนาคารเรื่องการล็อกอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (forward contract) เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น เพราะบางทีตัวเลขเศรษฐกิจที่ดูเหมือนไกลตัวในโตเกียว ก็ส่งผลถึงกระเป๋าเงินของคนทำธุรกิจในกรุงเทพฯ ได้เร็วกว่าที่คิด

บันทึกกองบรรณาธิการ ตัวเลขคาดการณ์ตลาดมี 2 แหล่ง (Nikkei ระบุ 2.2%, BigGo ระบุ 2.0%) ใช้คำกลางๆ ว่า “ราว 2.0-2.2%” เพื่อความปลอดภัย ควรตรวจสอบมติที่ประชุม BOJ เดือนกันยายนอีกครั้งก่อนเผยแพร่ เนื่องจากบทความอ้างอิงความเป็นไปได้ (可能性) ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว

หากบทความนี้เป็นประโยชน์
ขอเชิญติดตามเรา

ฝากแชร์บทความนี้ด้วยนะครับ
  • URLをコピーしました!
สารบัญ