ลองนึกภาพคนกรุงเทพฯ ที่เพิ่งจองตั๋วเครื่องบินไปโตเกียวเดือนหน้า เปิดแอปแลกเงินขึ้นมาเช็กเรตตามปกติก่อนนอน แล้วต้องสะดุ้งตื่นอีกครั้งตอนเช้า เพราะตัวเลขบนหน้าจอเปลี่ยนไปแรงกว่าที่คิด นี่ไม่ใช่เรื่องเกินจริง เพราะในคืนวันที่ 31 กรกฎาคมต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 1 สิงหาคม 2026 ตลาดปริวรรตเงินตรา (ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ) ทั่วโลกเพิ่งเห็นเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น ๆ จนหลายฝ่ายเชื่อว่าเบื้องหลังคือการแทรกแซงค่าเงินของทางการญี่ปุ่นเป็นรอบที่สองในรอบไม่กี่วัน
ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ชัดเจนคือ ค่าเงินเยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เคยอยู่แถวระดับ 160 เยนต้นๆ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม เวลาประมาณ 18.00 น. ตามเวลาญี่ปุ่น กลับแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น ๆ จนแตะระดับ 158 เยนกลาง ๆ ก่อนจะขยับต่อเนื่องจนถึงราว 157 เยนต้นๆ ในเช้าวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งถือเป็นระดับแข็งค่าที่สุดในรอบราวสองเดือนครึ่ง ก่อนหน้านั้นในคืนวันที่ 30 กรกฎาคม รัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ (Bank of Japan ธนาคารกลางที่ดูแลนโยบายการเงินของญี่ปุ่น) ได้เข้าซื้อเงินเยนขายเงินดอลลาร์ในตลาดนิวยอร์กแล้วครั้งหนึ่ง ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เองก็มีการทำ “การเช็กเรต” (rate check ขั้นตอนที่หน่วยงานการเงินสอบถามราคาจากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมักเป็นสัญญาณเตือนก่อนการแทรกแซงจริง) กับหลายธนาคาร สะท้อนว่าครั้งนี้ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ อาจร่วมมือกันสกัดการอ่อนค่าของเงินเยน
คำถามคือทำไมญี่ปุ่นต้องลงมือขนาดนี้ คำตอบคือตลอดครึ่งปีแรกของ 2026 เงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่องจนเคยหลุดระดับ 160 เยนไปแตะเกือบ 162 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี ทำให้ราคาสินค้านำเข้า พลังงาน และอาหารในญี่ปุ่นแพงขึ้นต่อเนื่อง สร้างแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนัก ขณะเดียวกัน ในการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 30-31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา BOJ ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (policy interest rate อัตราดอกเบี้ยหลักที่ธนาคารกลางกำหนดเพื่อควบคุมภาวะเศรษฐกิจ) ไว้ที่ระดับประมาณ 1% ตามคาด หลังจากเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยไปสู่ระดับสูงสุดในรอบ 31 ปีเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่ผู้ว่าการ BOJ นายอุเอดะ คาซึโอะ (Ueda Kazuo) ส่งสัญญาณว่าความเสี่ยงที่ราคาสินค้าจะพุ่งสูงกว่าคาดนั้น “ต้องจับตามากกว่าที่ผ่านมา” ทำให้ตลาดตีความว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยเร่งขึ้นอีกครั้งหลังเดือนกันยายนเป็นต้นไป
สำหรับคนไทย เรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวไกลตัวเลย เพราะเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นแบบฉับพลันแบบนี้ส่งผลสองด้านที่ตรงข้ามกันชัดเจน ฝั่งนักธุรกิจไทยที่นำเข้าสินค้าและวัตถุดิบจากญี่ปุ่น อย่างเครื่องจักร ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เครื่องสำอาง หรือของใช้ในครัวเรือน อาจต้องเตรียมรับต้นทุนที่สูงขึ้นในการสั่งซื้อรอบต่อไป เพราะเงินบาทที่มีอยู่จะแลกเยนได้น้อยลงกว่าช่วงต้นปี ส่วนฝั่งนักท่องเที่ยวและผู้ปกครองที่ส่งลูกเรียนต่อที่ญี่ปุ่น ก็ต้องเตรียมงบประมาณเผื่อไว้มากขึ้น เพราะค่าที่พัก ค่าเทอม และค่าครองชีพในญี่ปุ่นเมื่อคิดเป็นเงินบาทจะแพงขึ้นทันที เมื่อเทียบกับตอนที่เงินเยนอ่อนค่าหนักในช่วงต้นปี 〔ตัวเลขอัตราแลกเปลี่ยนเยนต่อบาทที่แน่นอน ควรตรวจสอบจากธนาคารอีกครั้งก่อนตัดสินใจแลกเงินจริง เนื่องจากตลาดยังผันผวนสูง〕
ดังนั้นถ้าคุณกำลังจะเดินทางไปญี่ปุ่นเร็ว ๆ นี้ หรือกำลังวางแผนธุรกิจที่ต้องพึ่งพาเงินเยน สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การพยายามเดาว่าเรตจะขึ้นหรือลงพรุ่งนี้ แต่คือการบริหารความเสี่ยงให้รอบคอบขึ้น เช่น การทยอยแลกเงินเป็นล็อตแทนการแลกครั้งเดียวก้อนใหญ่ หรือสำหรับผู้ประกอบการ อาจพิจารณาเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนกับธนาคารที่ดูแลบัญชีธุรกิจอยู่แล้ว เพราะในภาวะที่ทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ต่างส่งสัญญาณพร้อมเข้าแทรกแซงตลาด ความผันผวนแบบนี้อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เห็นในปีนี้

