คลิกที่นี่เพื่อเข้าชมเว็บไซต์ Bangkok Shuho (ภาคภาษาญี่ปุ่น) バンコク週報ウエブサイト(日本語)はこちらから

ค่าแรงขั้นต่ำญี่ปุ่นปี 2026 พุ่งแตะ 1,176 เยน แต่โตช้าสุดในรอบ 6 ปี นี่คือสัญญาณอะไร

มีเนื้อหาโฆษณา

ลองนึกภาพพนักงานร้านสะดวกซื้อคนไทยคนหนึ่งในโอซาก้า ที่กำลังเปิดสลิปเงินเดือนเดือนตุลาคมด้วยความหวังเล็กๆ ว่าตัวเลขจะขยับขึ้นสักหน่อย หรือเจ้าของร้านอาหารไทยเล็กๆ ในโตเกียวที่ต้องนั่งคำนวณต้นทุนพนักงานใหม่อีกครั้งก่อนสิ้นปี ทั้งสองภาพนี้กำลังจะเกิดขึ้นจริงพร้อมกันทั่วญี่ปุ่นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เพราะรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งใหญ่ประจำปี 2026

ข้อมูลล่าสุดที่ทยอยประกาศออกมาตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมนี้ระบุว่า จนถึงวันที่ 21 สิงหาคม มีถึง 33 จาก 47 จังหวัดทั่วญี่ปุ่นที่คณะกรรมการค่าแรงขั้นต่ำระดับจังหวัด (地方最低賃金審議会 จิโฮ ไซเทชิงกิน ชิงกิไค แปลตรงตัวว่า “คณะกรรมการพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำระดับภูมิภาค”) ได้สรุปตัวเลขค่าแรงขั้นต่ำที่แท้จริงของตนเองออกมาแล้ว โดยยึดตาม “เป้าหมายกลาง” ที่คณะกรรมการค่าแรงขั้นต่ำกลาง (中央最低賃金審議会) ประกาศไว้เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา คือค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักทั่วประเทศ (全国加重平均 เซนโกกุ คาจู เฮคิง แปลว่าค่าเฉลี่ยที่คำนวณโดยให้น้ำหนักตามจำนวนแรงงานในแต่ละจังหวัด ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยธรรมดา) จะขยับจาก 1,121 เยนต่อชั่วโมง เป็น 1,176 เยนต่อชั่วโมง หรือเพิ่มขึ้น 55 เยน คิดเป็น 4.9 เปอร์เซ็นต์

ตัวเลข 4.9 เปอร์เซ็นต์นี้ฟังดูเหมือนเป็นข่าวดี แต่ความจริงแล้วมันคือการเติบโตที่ช้าที่สุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปีที่โควิด-19 ระบาดหนักในปี 2020 เป็นต้นมา เพราะปีที่แล้ว (2025) ค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศเพิ่งพุ่งขึ้นถึง 66 เยน หรือ 6.3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ และทำให้ทุกจังหวัดทั่วญี่ปุ่นมีค่าแรงขั้นต่ำทะลุหลัก 1,000 เยนเป็นครั้งแรก

เหตุผลเบื้องหลังการชะลอตัวครั้งนี้มีอยู่หลายชั้น ชั้นแรกคือแรงกดดันทางการเมืองที่เบาลง หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นเคยตั้งเป้าไว้อย่างทะเยอทะยานว่าจะดันค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศให้แตะ 1,500 เยนภายในกลางทศวรรษ 2030 แต่เมื่อเจอแรงต้านจากภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กที่แบกรับต้นทุนแรงงานไม่ไหว เป้าหมายนี้จึงเริ่ม “ถอยร่น” กลายเป็นแนวทางที่สมจริงมากขึ้น ชั้นที่สองคือความพยายามลดช่องว่างระหว่างเมืองใหญ่กับชนบท ปีนี้จังหวัดที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม A (กลุ่มเมืองใหญ่ 6 แห่ง เช่น โตเกียว โอซาก้า ไอจิ) ได้รับเป้าหมายปรับขึ้นเพียง 54 เยน ในขณะที่กลุ่ม B และ C ซึ่งเป็นจังหวัดต่างจังหวัดกลับได้เป้าหมายปรับขึ้นสูงกว่าที่ 56 เยนทั้งคู่ ถือเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่จังหวัดชนบทได้รับตัวเลขสูงกว่าเมืองใหญ่

สำหรับคนไทยที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขไกลตัว แต่มีความหมายอย่างมากในสองมิติ มิติแรกคือฝั่งนักธุรกิจ หากบริษัทไทยกำลังพิจารณาส่งพนักงานไปประจำที่ญี่ปุ่น หรือมีแผนร่วมทุนกับบริษัทญี่ปุ่นที่จ้างแรงงานพาร์ตไทม์จำนวนมาก เช่น ธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม หรือค้าปลีก ต้นทุนแรงงานที่ขยับขึ้นราว 5 เปอร์เซ็นต์ทุกปีติดต่อกันแบบนี้ย่อมส่งผลต่อการคำนวณกำไรและการตั้งราคาสินค้าโดยตรง ที่สำคัญคือกฎหมายค่าแรงขั้นต่ำของญี่ปุ่นครอบคลุมแรงงานทุกสัญชาติและทุกรูปแบบการจ้างงานอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ พาร์ตไทม์ หรือแรงงานต่างชาติภายใต้วีซ่าทักษะเฉพาะทาง (特定技能 โทคุเทย์ กิโน) การจ่ายต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำถือเป็นการทำผิดกฎหมายทันที ไม่มีข้อยกเว้นเรื่องช่วงทดลองงานหรือชั่วโมงทำงานน้อย

มิติที่สองคือฝั่งคนไทยที่ทำงานอยู่ในญี่ปุ่นจริง ไม่ว่าจะเป็นแรงงานภายใต้ระบบฝึกงานทางเทคนิค (技能実習 กิโน จิชู) แรงงานทักษะเฉพาะทาง หรือคนไทยที่แต่งงานและอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นแล้วทำงานพาร์ตไทม์เสริม ตัวเลขค่าแรงขั้นต่ำใหม่นี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้จริงตั้งแต่ราวเดือนตุลาคมเป็นต้นไป โดยแต่ละจังหวัดจะมีวันบังคับใช้ต่างกันเล็กน้อย และตัวเลขจริงที่แต่ละจังหวัดประกาศอาจสูงกว่าเป้าหมายกลางที่ 1,176 เยนก็ได้ เพราะปีที่แล้วมีถึง 39 จาก 47 จังหวัดที่ประกาศตัวเลขสูงกว่าเป้าหมายกลางที่รัฐบาลกำหนด

ดังนั้นสิ่งที่คนไทยในญี่ปุ่นควรทำตอนนี้คือติดตามประกาศอย่างเป็นทางการของจังหวัดที่ตนเองอาศัยอยู่ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมถึงกันยายนนี้ เพราะตัวเลขที่แท้จริงจะแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่ ส่วนนักธุรกิจไทยที่กำลังวางแผนลงทุนหรือขยายกิจการที่เกี่ยวข้องกับแรงงานในญี่ปุ่น ก็ควรนำตัวเลขต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นนี้ไปรวมไว้ในแผนธุรกิจปี 2027 ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะแนวโน้มของญี่ปุ่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือค่าแรงขั้นต่ำจะไม่มีวันลดลง มีแต่จะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ แม้จะช้าลงบ้างในบางปีก็ตาม

หากบทความนี้เป็นประโยชน์
ขอเชิญติดตามเรา

ฝากแชร์บทความนี้ด้วยนะครับ
  • URLをコピーしました!
สารบัญ