ลองจินตนาการว่าคุณเป็นคนไทยที่ทำงานในญี่ปุ่นมาแล้ว 8 ปี กำลังจะยื่นขอใบอนุญาตพำนักถาวร (永住許可 เอย์จู เคียวกะ) หลังจากรอคอยมานาน แต่จู่ๆ ค่าธรรมเนียมที่เคยจ่ายเพียง 10,000 เยน กลับพุ่งขึ้นเป็น 200,000 เยนแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย นี่ไม่ใช่เรื่องสมมติ แต่เป็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นจริงกับคนไทยหลายหมื่นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่น
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่น (出入国在留管理庁 ชุตสึเนียวโกกุ ไซริว คันริโจ หรือเรียกย่อว่า “นิวคังโจ”) ได้ประกาศตัวเลขค่าธรรมเนียมใหม่อย่างเป็นทางการ หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (パブリックコメント พับลิก คอมเมนต์) มาแล้วช่วงเดือนกรกฎาคม ผลปรากฏว่ารัฐบาลไม่ได้ปรับลดตัวเลขลงจากร่างเดิมแม้แต่น้อย โดยค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนหรือต่ออายุสถานะพำนัก (在留資格の変更・更新) ซึ่งเดิมคิดอัตราเดียวทุกกรณีที่ 6,000 เยน จะถูกแบ่งออกเป็น 7 ระดับตามระยะเวลาพำนักที่ได้รับ โดยกรณีพำนักระยะสั้นไม่เกิน 3 เดือนจะอยู่ที่ 10,000 เยน ไปจนถึงกรณีพำนักระยะยาว 5 ปีขึ้นไปจะสูงถึง 75,000 เยน คิดเป็นการปรับขึ้นระหว่าง 1.6 ถึง 12.5 เท่า ส่วนค่าธรรมเนียมขอใบอนุญาตพำนักถาวรถือเป็นรายการที่ปรับขึ้นสูงที่สุด จากเดิม 10,000 เยน เป็น 200,000 เยน หรือขึ้นมาถึง 20 เท่าตัว โดยทั้งหมดนี้จะมีผลบังคับใช้พร้อมกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2026 ตามกำหนดการเดิมทุกประการ
เบื้องหลังการปรับขึ้นครั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นให้เหตุผลหลักสามข้อ ข้อแรกคือต้นทุนการบริหารจัดการงานตรวจคนเข้าเมืองที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนชาวต่างชาติในญี่ปุ่นที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ทุกปี ข้อที่สองคือการเทียบเคียงกับประเทศอื่นๆ ที่ค่าธรรมเนียมลักษณะนี้ของญี่ปุ่นถูกมองว่าถูกเกินไปมานาน และข้อที่สามคือการเชื่อมโยงกับนโยบาย “ลดจำนวนผู้พำนักผิดกฎหมายให้เป็นศูนย์” (不法滞在者ゼロプラン) ของรัฐบาล ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า เงินส่วนต่างที่เก็บได้จะถูกนำไปใช้พัฒนาระบบตรวจคนเข้าเมืองและโครงการสอนภาษาญี่ปุ่นให้ชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์มองว่านี่คือการตัดสินใจที่รวบรัดเกินไปโดยไม่ฟังเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง และเปรียบเทียบว่านโยบายนี้มีลักษณะคล้ายการ “รังแก” กลุ่มชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นอย่างถูกกฎหมายอยู่แล้ว
ที่น่าสนใจคือ นี่เป็นการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมติดต่อกันเป็นปีที่ 2 หลังจากที่เพิ่งมีการปรับครั้งก่อนไปเมื่อเดือนเมษายน 2025 สะท้อนให้เห็นทิศทางชัดเจนของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ต้องการเปลี่ยนภาระค่าใช้จ่ายด้านการตรวจคนเข้าเมืองจากภาษีของคนญี่ปุ่นทั่วไป มาเป็นภาระของชาวต่างชาติผู้ยื่นคำร้องโดยตรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ ทางการได้จัดทำระบบลดหย่อนค่าธรรมเนียมสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ลี้ภัยที่ได้รับการรับรองสถานะและมีปัญหาด้านความเป็นอยู่ โดยกรณีเปลี่ยนหรือต่ออายุที่พำนักเกิน 3 เดือนจะลดเหลือ 10,000 เยน และกรณีขอพำนักถาวรจะลดเหลือ 20,000 เยน แต่เงื่อนไขยังคงกำหนดให้ต้องเป็นผู้ที่ได้รับ “เงินช่วยเหลือคุ้มครอง” ตามระบบสวัสดิการเท่านั้น ซึ่งกลุ่มผู้ยื่นขอสถานะผู้ลี้ภัยที่ยังไม่ได้รับการรับรองจะไม่ได้รับสิทธิ์ลดหย่อนนี้
สำหรับคนไทยในญี่ปุ่น เรื่องนี้ถือเป็นข่าวที่กระทบกระเป๋าเงินโดยตรงและควรวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้ หากใครกำลังจะครบกำหนดต่ออายุวีซ่าทำงาน วีซ่านักเรียน วีซ่าคู่สมรส หรือกำลังเตรียมยื่นขอใบอนุญาตพำนักถาวรอยู่แล้ว ควรตรวจสอบว่าคำร้องของตนเองสามารถยื่นให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 1 ตุลาคมได้หรือไม่ เพราะหากยื่นก่อนเส้นตายนี้จะยังใช้อัตราเดิมที่ถูกกว่ามาก โดยเฉพาะคนไทยที่ทำงานในกลุ่มวีซ่าทักษะเฉพาะทาง (特定技能) หรือวีซ่าเทคนิค-มนุษยศาสตร์-ธุรกิจระหว่างประเทศ (技術・人文知識・国際業務 หรือเรียกย่อว่า “กิจินโกกุ”) ที่มักต้องต่ออายุทุก 1-3 ปีอยู่แล้ว ควรปรึกษานายจ้างหรือสำนักงานทนายความด้านวีซ่าตั้งแต่เนิ่นๆ ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นนี้ เพราะบางบริษัทอาจยังไม่มีนโยบายชัดเจนในเรื่องนี้
ส่วนคนไทยที่วางแผนจะยื่นขอใบอนุญาตพำนักถาวรในอนาคตอันใกล้ ควรทราบด้วยว่านอกจากค่าธรรมเนียมที่พุ่งขึ้น 20 เท่าแล้ว หลักเกณฑ์การพิจารณาก็กำลังจะเข้มงวดขึ้นคู่ขนานกันไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นการเตรียมเอกสารด้านรายได้ การชำระภาษีและเงินบำนาญให้ครบถ้วน จึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นมา สำหรับนายจ้างชาวไทยที่มีลูกจ้างต่างชาติในญี่ปุ่นหลายคนพร้อมกัน ก็ควรเริ่มตั้งงบประมาณสำรองสำหรับค่าธรรมเนียมเหล่านี้ไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะหากมีพนักงานหลายคนที่ต้องต่ออายุวีซ่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ภาระที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ใช่ตัวเลขเล็กๆ อีกต่อไป

