ลองนึกภาพว่าคุณเป็นพนักงานบริษัทญี่ปุ่นในกรุงเทพฯ ที่กำลังจะถูกส่งไปประชุมที่สำนักงานใหญ่โตเกียว หรือเป็นผู้ปกครองที่กำลังเตรียมเอกสารให้ลูกไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น ค่าใช้จ่ายที่คุณอาจไม่เคยใส่ใจมาก่อนอย่าง “ค่าธรรมเนียมวีซ่า” กำลังจะกลายเป็นตัวเลขที่มองข้ามไม่ได้อีกต่อไป
รัฐบาลญี่ปุ่นมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2026 ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า (査証 อ่านว่า “ซาโช” หมายถึงวีซ่าที่ขอก่อนเดินทางเข้าญี่ปุ่น) เป็นครั้งแรกในรอบ 48 ปี นับตั้งแต่ปี 1978 โดยวีซ่าเข้าประเทศครั้งเดียว (一次入国査証) จะปรับจากเดิมประมาณ 3,000 เยน เป็น 15,000 เยน และวีซ่าเข้าออกได้หลายครั้ง (数次入国査証) จะปรับจากเดิมประมาณ 6,000 เยน เป็น 30,000 เยน คิดเป็นการปรับขึ้นราว 5 เท่าตัว มีผลบังคับใช้กับการยื่นคำร้องตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2026 เป็นต้นไป รัฐมนตรีต่างประเทศ โมเตกิ โทชิมิตสึ (茂木敏充) ให้เหตุผลว่าเป็นการปรับให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนไปมากในรอบเกือบ 5 ทศวรรษ และยืนยันว่าไม่น่าจะกระทบนักท่องเที่ยวขาเข้าในทันที
จุดที่คนไทยมักสับสนคือคำว่า “วีซ่า” ในภาษาญี่ปุ่นใช้ได้สองความหมาย ความหมายแรกคือ “ซาโช” ที่ขอล่วงหน้าก่อนเดินทางเข้าประเทศ อีกความหมายคือ “สถานภาพการพำนัก” (在留資格) ที่เกี่ยวกับการอยู่อาศัยในญี่ปุ่นจริงๆ เช่น วีซ่าทำงาน วีซ่านักเรียน ซึ่งมีกระบวนการและค่าธรรมเนียมแยกต่างหาก การขึ้นราคาครั้งนี้เป็นเรื่องของ “ซาโช” เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมต่ออายุสถานภาพการพำนักที่คนไทยในญี่ปุ่นเคยเจอไปก่อนหน้านี้ ที่สำคัญคือ นักท่องเที่ยวไทยทั่วไปที่เดินทางเพื่อพักผ่อนระยะสั้นแทบไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าสำหรับการท่องเที่ยวระยะสั้นอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่คนไทยกลุ่มหนึ่งควรรู้คือ กรณีที่ต้องขอวีซ่าจริงๆ ก่อนเดินทาง เช่น การเดินทางไปทำงานหลังได้รับใบรับรองสถานภาพการพำนัก (在留資格認定証明書) การไปเรียนต่อระยะยาว หรือการติดตามครอบครัวไปอยู่ญี่ปุ่น กลุ่มนี้จะต้องจ่ายค่าซาโชที่แพงขึ้นถึง 5 เท่าตั้งแต่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป นอกจากนี้บริษัทญี่ปุ่นในไทยที่มีแผนส่งพนักงานคนไทยไปทำงานที่ญี่ปุ่น หรือโรงเรียน/เอเจนซี่ที่ดูแลนักเรียนไทยไปเรียนต่อ ก็ควรแจ้งเตือนผู้เกี่ยวข้องล่วงหน้าถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนตอนยื่นเอกสารจริง
หากคุณอยู่ในกลุ่มที่ต้องขอวีซ่าก่อนเดินทางเข้าญี่ปุ่น สิ่งที่ควรทำตอนนี้คือตรวจสอบให้แน่ชัดว่าการเดินทางของคุณเข้าข่ายต้องขอซาโชหรือไม่ หากมีแผนเดินทางในเดือนกรกฎาคมพอดี ควรรีบยื่นเอกสารก่อนวันที่ 1 กรกฎาคม เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ส่วนบริษัทหรือครอบครัวที่มีแผนระยะยาวอยู่แล้ว ก็ควรปรับงบประมาณค่าใช้จ่ายการเดินทางให้สอดคล้องกับอัตราใหม่ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะแม้ตัวเลขต่อครั้งอาจดูไม่มาก แต่ถ้าบริษัทมีพนักงานหลายคนที่ต้องเดินทางบ่อย ผลรวมค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ใช่จำนวนเล็กๆ อีกต่อไป

