ลองนึกภาพนักศึกษาไทยคนหนึ่งที่กำลังจะต่ออายุวีซ่านักเรียนในโอซาก้าเดือนหน้า หรือพนักงานบริษัทไทยที่ทำงานในโตเกียวมาหลายปีและกำลังคิดจะขอสถานะพำนักถาวร ทั้งสองคนนี้กำลังเผชิญกับข่าวใหญ่ที่อาจทำให้ต้องรีบตัดสินใจภายในเวลาไม่กี่วัน เพราะตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ค่าธรรมเนียมการต่อวีซ่าและขอสถานะพำนักถาวรในญี่ปุ่นกำลังจะปรับขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปี
รัฐบาลญี่ปุ่นได้ผ่านกฎหมายแก้ไขเรื่องค่าธรรมเนียมการเข้าเมืองเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่นหรืออิว์คัน (入管 – ニュウカン ชื่อเรียกย่อของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในภาษาญี่ปุ่น) ได้ประกาศตัวเลขสุดท้ายไปเมื่อปลายเดือนสิงหาคม โดยค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนหรือต่ออายุสถานะพำนัก ซึ่งเดิมคิดอัตราเดียวทุกกรณีที่ 6,000 เยนไม่ว่าจะขอวีซ่าระยะสั้นหรือยาว จะเปลี่ยนเป็นคิดตามระยะเวลาของวีซ่าที่ได้รับ ตั้งแต่ 10,000 เยนสำหรับวีซ่าไม่เกิน 3 เดือน ไปจนถึงสูงสุด 75,000 เยนสำหรับวีซ่าตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ส่วนค่าธรรมเนียมขอสถานะพำนักถาวรจะพุ่งจาก 10,000 เยน เป็น 200,000 เยน หรือคิดเป็นการปรับขึ้นถึง 20 เท่า
เหตุผลที่รัฐบาลให้ไว้คือต้นทุนการตรวจสอบจริงตกอยู่ที่ประมาณ 10,000 เยนต่อกรณี บวกกับ “ค่าใช้จ่ายส่วนกลาง” ที่คิดเฉลี่ยราว 20,000 เยนต่อปีต่อคนสำหรับชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวในญี่ปุ่น ทั้งนี้อิว์คันยังเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะเป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือน ได้รับความเห็นกว่าหนึ่งหมื่นรายการ ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยว่าควรขึ้นค่าธรรมเนียมเพื่อลดแรงจูงใจการเข้าเมืองแบบไม่จำกัด และฝ่ายที่กังวลว่าค่าธรรมเนียมที่สูงเกินไปจะทำให้ญี่ปุ่นเสียเปรียบในการแย่งชิงแรงงานฝีมือกับประเทศอื่น แต่สุดท้ายอิว์คันตัดสินใจไม่ปรับลดตัวเลขใดๆ
จุดที่คนไทยในญี่ปุ่นควรรู้และอาจยังไม่ทราบคือ วิธีการจ่ายเงินก็เปลี่ยนไปพร้อมกันด้วย เดิมทีผู้ยื่นคำร้องสามารถซื้ออากรแสตมป์ (収入印紙 – シュウニュウインシ แสตมป์ราชการที่ใช้แทนการจ่ายค่าธรรมเนียมในญี่ปุ่น) มาแปะในเอกสารได้เลย แต่ตั้งแต่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป การยื่นผ่านระบบออนไลน์จะไม่สามารถใช้อากรแสตมป์ได้อีกต่อไป ต้องจ่ายผ่านร้านสะดวกซื้อหรือโอนผ่านธนาคารเท่านั้น และจะมีค่าธรรมเนียมการชำระเงินเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยนอกเหนือจากค่าธรรมเนียมวีซ่าเอง
ข่าวดีเล็กๆ ท่ามกลางเรื่องนี้คือ กฎเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงระบุชัดเจนว่า ใครที่ยื่นคำร้องและได้รับการตอบรับ (受付 – ウケツケ การที่หน่วยงานราชการรับเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอย่างเป็นทางการ) ก่อนวันที่ 30 กันยายนนี้ จะยังคงจ่ายในอัตราเก่า แม้ว่าผลการอนุมัติจริงจะออกมาหลังวันที่ 1 ตุลาคมก็ตาม เพราะกฎถือตาม “วันที่ยื่นเรื่อง” ไม่ใช่ “วันที่อนุมัติ” นั่นหมายความว่าคนไทยที่วีซ่ากำลังจะหมดอายุในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า ยังมีโอกาสยื่นขอต่อวีซ่าในอัตราเดิมได้ หากรีบดำเนินการภายในเวลาที่เหลือ
โดยทั่วไปการยื่นขอต่ออายุวีซ่าทำได้ล่วงหน้าประมาณ 3 เดือนก่อนวีซ่าหมดอายุ ดังนั้นคนที่วีซ่าหมดอายุประมาณเดือนธันวาคมปีนี้ ควรมีสิทธิ์ยื่นเรื่องได้ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนนี้แล้ว ส่วนคนที่กำลังพิจารณาขอสถานะพำนักถาวรและมีคุณสมบัติครบถ้วนอยู่แล้ว การขอสถานะพำนักถาวรไม่มีข้อจำกัดเรื่องช่วงเวลายื่นเรื่องเหมือนการต่อวีซ่าทั่วไป จึงสามารถยื่นได้ทันทีเพื่อประหยัดค่าธรรมเนียมถึง 190,000 เยน ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลยเมื่อเทียบเป็นเงินบาท
สำหรับคนไทยที่ทำงานในบริษัทญี่ปุ่นหรือเป็นเจ้าของกิจการขนาดเล็กในญี่ปุ่น เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่กระทบต้นทุนขององค์กรด้วย หากบริษัทมีพนักงานต่างชาติหลายสิบคนที่ต้องต่อวีซ่าทุกปี ค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจเพิ่มขึ้นหลักแสนหรือหลักล้านเยนต่อปี ดังนั้นหากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือฝ่ายบุคคลที่ดูแลพนักงานต่างชาติ ควรรีบตรวจสอบรายชื่อพนักงานที่วีซ่าใกล้หมดอายุในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า และเร่งเตรียมเอกสารยื่นขอต่อวีซ่าให้ทันก่อนสิ้นเดือนกันยายนนี้
สิ่งที่อยากบอกเพื่อนคนไทยทุกคนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นตอนนี้คือ อย่ารอจนนาทีสุดท้าย เพราะการเตรียมเอกสารสำหรับยื่นขอวีซ่าใช้เวลาพอสมควร และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในแต่ละพื้นที่ก็มักจะคนแน่นในช่วงใกล้เปลี่ยนแปลงกฎแบบนี้อยู่แล้ว หากคุณไม่แน่ใจว่าตัวเองมีสิทธิ์ยื่นก่อนกำหนดหรือไม่ ลองปรึกษานักกฎหมายด้านการเข้าเมือง (行政書士 – เกียวเซโชชิ ผู้เชี่ยวชาญด้านเอกสารราชการรวมถึงวีซ่าในญี่ปุ่น) ใกล้บ้านดูก่อน อาจช่วยประหยัดเงินหลักหมื่นถึงหลักแสนเยนได้เพียงเพราะยื่นเรื่องเร็วกว่ากำหนดไม่กี่วัน

