คลิกที่นี่เพื่อเข้าชมเว็บไซต์ Bangkok Shuho (ภาคภาษาญี่ปุ่น) バンコク週報ウエブサイト(日本語)はこちらから

คนไทยฝันไปทำงานดูแลผู้สูงอายุที่ญี่ปุ่น จะอยู่ได้นานแค่ไหน? เปิดตัวเลขลาออก 12.4% ที่ต้องอ่านก่อนตัดสินใจ

มีเนื้อหาโฆษณา

“แรงงานต่างชาติยังไงก็อยู่ไม่นาน” ประโยคนี้เป็นสิ่งที่คนในวงการจัดหางานดูแลผู้สูงอายุที่ญี่ปุ่นได้ยินกันจนชินหู แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่หลังประโยคนี้ซับซ้อนกว่าที่คิด และอาจเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับคนไทยที่กำลังฝันอยากไปทำงานในสายอาชีพนี้

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ศูนย์ความมั่นคงแรงงานภาคการดูแลผู้สูงอายุของญี่ปุ่น (介護労働安定センター หน่วยงานสาธารณะที่สำรวจสภาพการทำงานในธุรกิจดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศทุกปี) เผยแพร่ผลสำรวจปีงบประมาณ 2025 ระบุอัตราการลาออกของพนักงานดูแลผู้สูงอายุและพนักงานเยี่ยมบ้านอยู่ที่ 12.4% ตัวเลขนี้ถูกพูดถึงกว้างขวางในสื่อญี่ปุ่น แต่มีจุดสำคัญที่หลายคนมองข้าม นั่นคือมันเป็นค่าเฉลี่ยรวมทุกสัญชาติ ไม่ได้แยกเฉพาะพนักงานต่างชาติออกมา และจนถึงตอนนี้ยังไม่มีสถิติระดับประเทศที่บอกอัตราลาออกเฉพาะแรงงานต่างชาติอย่างชัดเจน

สิ่งที่ควรเข้าใจก่อนคือคำว่า “อยู่ต่อ” ในบริบทนี้มีอย่างน้อยสามความหมาย คือการอยู่ต่อกับนายจ้างเดิม การอยู่ต่อในอาชีพดูแลผู้สูงอายุ และการอยู่ต่อในประเทศญี่ปุ่น คนหนึ่งอาจลาออกจากนายจ้างเดิมแต่ยังทำงานสายเดียวกันที่อื่น หรือเปลี่ยนสายงานแต่ยังอยู่ในญี่ปุ่นต่อ ซึ่งให้ข้อสรุปต่างกันโดยสิ้นเชิง ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่น (出入国在留管理庁) ที่เสนอต่อคณะผู้เชี่ยวชาญเมื่อปี 2023 พบว่าในกลุ่มแรงงานทักษะเฉพาะทาง (特定技能 วีซ่าทำงานสำหรับสายงานขาดแคลนแรงงาน) ที่ลาออกด้วยเหตุผลส่วนตัว มีถึง 32.2% ที่กลับประเทศ แต่มีอีก 28.4% ที่เปลี่ยนนายจ้างในสายงานเดิม และ 14.5% ที่เปลี่ยนวีซ่าประเภทอื่น พูดง่ายๆ คือมากกว่า 4 ใน 10 ของคนที่ “ลาออก” ยังทำงานอยู่ในญี่ปุ่นต่อไป เพียงแต่เปลี่ยนที่ทำงาน

ตัวเลข 12.4% ยังมีข้อจำกัดอีกจุด คือคำนวณจากจำนวนพนักงานทั้งหมด ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2024 หารด้วยจำนวนที่ลาออกในปีถัดมา ขณะที่พนักงานสายทักษะเฉพาะทางในภาคดูแลผู้สูงอายุกลับเพิ่มขึ้นเร็วมากในช่วงเดียวกัน ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2026 มีคนกลุ่มนี้ทำงานอยู่ 74,745 คน เพิ่มขึ้นถึง 26,332 คนภายในปีเดียว มากกว่าหนึ่งในสามของทั้งหมด เมื่อกลุ่มคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่มีสัดส่วนสูงขนาดนี้ การเอา 12.4% ซึ่งรวมพนักงานทุกช่วงอายุงานมาเทียบตรงๆ จึงไม่สะท้อนความจริงของแรงงานต่างชาติหน้าใหม่อย่างแท้จริง

สำหรับคนไทยที่กำลังพิจารณาไปทำงานสายนี้ ไม่ว่าจะผ่านวีซ่าทักษะเฉพาะทาง หรือระบบฝึกงานเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานที่จะมาแทนระบบฝึกงานเดิมในเดือนเมษายน 2027 (育成就労 หรือ “ไอคุเซชูโร”) สิ่งที่ควรให้ความสำคัญไม่ใช่ตัวเลขลาออกโดยรวมที่เป็นข่าว แต่คือเส้นทางอาชีพระยะยาวของตัวเอง เพราะวีซ่าทักษะเฉพาะทางสายดูแลผู้สูงอายุยังไม่มีระดับ 2 ที่ต่ออายุไม่จำกัดครั้งเหมือนสายอื่น การจะอยู่ญี่ปุ่นเกิน 5 ปีต้องสอบผ่านใบประกอบวิชาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุแห่งชาติ (介護福祉士 หรือ “ไคโกะฟุคุชิ”) เพื่อเปลี่ยนไปถือวีซ่า “ไคโกะ” ที่ต่ออายุได้ไม่จำกัดและพาครอบครัวมาอยู่ด้วยได้ ในการสอบครั้งที่ 38 อัตราสอบผ่านของผู้เข้าสอบทั้งหมดอยู่ที่ 70.1% ขณะที่ผู้สมัครผ่านโครงการหุ้นส่วนเศรษฐกิจ (EPA) สอบผ่านเพียง 31.8% สะท้อนว่าเส้นทางนี้ไม่ได้เปิดโดยอัตโนมัติ ต้องอาศัยการเตรียมภาษาญี่ปุ่นและความรู้วิชาชีพอย่างจริงจัง

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ปัญหาที่สถานประกอบการเจอเมื่อรับแรงงานต่างชาติเปลี่ยนหน้าตาไปตามประสบการณ์ สถานประกอบการที่เคยรับแรงงานต่างชาติแล้วมองว่าปัญหาใหญ่สุดคือต้นทุนการรับเข้าที่สูง ขณะที่สถานประกอบการที่ยังไม่เคยรับเลยกลับกังวลเรื่องไม่รู้จะสนับสนุนชีวิตความเป็นอยู่อย่างไรมากกว่า นั่นแปลว่าความกลัวก่อนเริ่มงานกับปัญหาจริงหลังเริ่มงานเป็นคนละเรื่องกัน คนไทยที่กำลังตัดสินใจสมัครงานควรคุยกับรุ่นพี่ที่ทำงานอยู่จริงมากกว่าเชื่อความกังวลที่ได้ยินมาก่อน

ท้ายที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคนไทยที่ฝันอยากไปทำงานดูแลผู้สูงอายุที่ญี่ปุ่นไม่ใช่การถามว่า “แรงงานต่างชาติอยู่ได้นานไหม” แต่ควรถามตัวเองว่า “เราจะเข้าไปด้วยระบบวีซ่าแบบไหน อยู่ได้กี่ปีตามกฎหมาย และมีแผนสอบใบประกอบวิชาชีพเพื่ออยู่ต่อระยะยาวหรือไม่” หากตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัดตั้งแต่วันแรก เส้นทางอาชีพในญี่ปุ่นจะมั่นคงกว่าการเดินไปโดยไม่มีแผนรองรับ

หากบทความนี้เป็นประโยชน์
ขอเชิญติดตามเรา

ฝากแชร์บทความนี้ด้วยนะครับ
  • URLをコピーしました!
สารบัญ