ลองนึกภาพพนักงานออฟฟิศในสีลมที่เปิดแอปดูอัตราแลกเปลี่ยนทุกเช้าก่อนไปทำงาน เพราะบริษัทของเขากำลังสั่งซื้อเครื่องจักรจากโอซาก้า หรือลองนึกถึงคนที่เพิ่งจองตั๋วเครื่องบินไปโตเกียวเดือนหน้าและกำลังลุ้นว่าเงินเยนจะยิ่งถูกลงอีกหรือไม่ ทั้งสองภาพนี้กำลังเกิดขึ้นจริงในสัปดาห์นี้ เพราะข่าวใหญ่จากญี่ปุ่นสัปดาห์นี้ไม่ใช่เรื่องการเมืองในโตเกียว แต่คือการตัดสินใจของธนาคารกลาง
วันที่ 17-18 กันยายน ธนาคารกลางญี่ปุ่นหรือบีโอเจ (BOJ – Bank of Japan ธนาคารกลางของญี่ปุ่น) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.0% เป็น 1.25% นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ญี่ปุ่นเลิกใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบเมื่อเดือนมีนาคม 2024 เพราะครั้งก่อนหน้าเพิ่งขึ้นไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ห่างกันเพียง 3 เดือนเท่านั้น สาเหตุหลักคือแรงกดดันจากเงินเฟ้อในญี่ปุ่นที่ยังคงสูงกว่าที่รัฐบาลต้องการ รวมถึงแรงกดดันทางการเมืองจากสหรัฐฯ ที่ต้องการให้ญี่ปุ่นเร่งแก้ปัญหาเงินเยนอ่อนค่า
แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ แม้บีโอเจจะขึ้นดอกเบี้ย เงินเยนกลับไม่แข็งค่าขึ้นตามที่หลายคนคาดหวัง ในทางกลับกัน ค่าเงินเยนอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 156 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่เคยแข็งค่าขึ้นมาอยู่แถว 152 เยนเมื่อต้นเดือนกันยายน สาเหตุสำคัญคือธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (FRB – Federal Reserve ธนาคารกลางของสหรัฐฯ) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยของตัวเองในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายน และตลาดเริ่มมองว่าเฟดจะยังคงขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง ขณะที่บีโอเจแม้จะขึ้นดอกเบี้ยแล้วก็ยังตามหลังเฟดอยู่มาก ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศจึงยังกว้างพอที่จะทำให้เงินไหลออกจากเยนไปหาดอลลาร์
ตรงนี้คือจุดที่คนไทยจำนวนมากอาจสับสน เพราะในทางทฤษฎี การขึ้นดอกเบี้ยควรทำให้ค่าเงินแข็งขึ้น เนื่องจากนักลงทุนจะแห่ถือเงินสกุลนั้นเพื่อรับดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่ในความเป็นจริง ค่าเงินไม่ได้ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว มันขึ้นอยู่กับ “ส่วนต่าง” ระหว่างดอกเบี้ยสองประเทศ และขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของตลาดต่อทิศทางในอนาคตด้วย นอกจากนี้นักวิเคราะห์ยังชี้ว่ามีแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ทำให้เยนอ่อนต่อเนื่องมานาน เช่น บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศแทนที่จะนำกลับเข้าประเทศ และญี่ปุ่นยังขาดดุลด้านดิจิทัล คือต้องจ่ายเงินให้บริษัทเทคโนโลยีต่างชาติมากกว่าที่หาได้จากต่างประเทศ ปัจจัยเหล่านี้กดดันให้เยนอ่อนอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่าบีโอเจจะขึ้นดอกเบี้ยกี่ครั้งก็ตาม
สำหรับคนไทย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวเศรษฐกิจไกลตัว แต่ส่งผลโดยตรงต่อกระเป๋าเงินหลายกลุ่ม นักธุรกิจไทยที่นำเข้าสินค้าหรือเครื่องจักรจากญี่ปุ่นอาจได้ประโยชน์จากเยนที่อ่อนต่อเนื่อง เพราะจ่ายเป็นเงินบาทน้อยลงสำหรับสินค้าราคาเดียวกัน แต่ในทางกลับกัน บริษัทไทยที่ส่งออกไปญี่ปุ่นหรือรับรายได้เป็นเงินเยนจะได้เงินบาทน้อยลงเมื่อแลกกลับ ส่วนคนที่วางแผนไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงปลายปีนี้ถือว่าโชคดี เพราะเงินเยนที่อ่อนหมายถึงกำลังซื้อของเงินบาทในญี่ปุ่นยังคงสูงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นค่าที่พัก ค่าอาหาร หรือช้อปปิ้ง
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าอย่าคาดหวังว่าเยนจะอ่อนไปตลอด เพราะบีโอเจยังมีแผนขึ้นดอกเบี้ยต่อในเดือนธันวาคมนี้ และปีหน้าอาจขึ้นอีกอย่างน้อย 1-2 ครั้ง จนอัตราดอกเบี้ยสุดท้ายอาจไปแตะระดับ 2% ซึ่งเร็วกว่าที่ตลาดเคยคาดไว้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน หากถึงจุดหนึ่งที่ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ แคบลงจริง เยนก็อาจพลิกกลับมาแข็งค่าอย่างรวดเร็วได้เช่นกัน ดังที่เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อต้นเดือนกันยายนที่เยนแข็งขึ้นถึง 7 เยนภายในไม่กี่วันทำการ
ดังนั้นสิ่งที่คนไทยควรทำตอนนี้ไม่ใช่การเดาทิศทางค่าเงินแบบมั่วๆ แต่คือการวางแผนล่วงหน้า หากคุณเป็นนักธุรกิจที่ต้องจ่ายหรือรับเงินเยนเป็นประจำ ควรปรึกษาธนาคารเรื่องการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (hedging) หรืออย่างน้อยติดตามข่าวการประชุมบีโอเจทุกครั้ง เพราะแต่ละครั้งอาจทำให้ค่าเงินขยับหลายเยนภายในวันเดียว ส่วนใครที่วางแผนไปเที่ยวญี่ปุ่น หากเห็นเยนอ่อนในช่วงนี้และงบประมาณพร้อม ก็อาจเป็นจังหวะที่ดีในการแลกเงินหรือจองที่พักล่วงหน้า แต่อย่าลืมว่าตลาดเงินผันผวนได้ตลอดเวลา สิ่งที่เพื่อนคนหนึ่งอยากบอกคุณคือ อย่าตัดสินใจทางการเงินก้อนใหญ่จากข่าวเพียงวันเดียว ให้ดูแนวโน้มต่อเนื่องสักระยะก่อนตัดสินใจจะดีกว่า

