คลิกที่นี่เพื่อเข้าชมเว็บไซต์ Bangkok Shuho (ภาคภาษาญี่ปุ่น) バンコク週報ウエブサイト(日本語)はこちらから

เยนแข็งค่าฉับพลันข้ามคืน! กรรมการบีโอเจส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยรัว ธุรกิจไทยที่ค้าขายกับญี่ปุ่นต้องรับมืออย่างไร

มีเนื้อหาโฆษณา

หากวันนี้คุณกำลังจับตาใบแจ้งหนี้ที่ต้องจ่ายเป็นเงินเยนให้ซัพพลายเออร์ญี่ปุ่น คุณอาจสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ค่าเงินเยนที่อ่อนตัวมานานพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง จากระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ร่วงลงมาแตะราว 158 เยน และบางช่วงลงไปถึง 156 เยน ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้เกิดจากตัวเลขเศรษฐกิจก้อนใหญ่หรือสงครามการค้าใดๆ แต่มาจากคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของกรรมการคนหนึ่งในธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (日本銀行 หรือที่คนญี่ปุ่นเรียกสั้นๆ ว่า “นิชิงิน”)

เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายทากาตะ ฮาจิเมะ (高田創) หนึ่งในกรรมการนโยบายการเงิน (คณะกรรมการที่ตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่น) ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองซัปโปโร ระบุว่าถึงเวลาที่ธนาคารกลางต้อง “ปรับขึ้นดอกเบี้ยแบบยืดหยุ่นตามสถานการณ์” แทนที่จะยึดติดรูปแบบเดิมที่ขึ้นปีละสองครั้ง ครั้งละ 0.25 จุด เขายังกล่าวเสริมในการแถลงข่าวว่าโดยหลักการทั่วไป การขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันสองครั้งก็เป็นไปได้ ตลาดการเงินตีความทันทีว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 17-18 กันยายนนี้ และอาจขึ้นอีกครั้งในเดือนธันวาคม

นายทากาตะไม่ใช่หน้าใหม่ในสายตาตลาด เขาถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “สายเหยี่ยว” (ฝ่ายที่นิยมขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อ) มาตลอด และในการประชุมเดือนกรกฎาคม เขาเป็นกรรมการเพียงคนเดียวจากทั้งหมด 9 คนที่เสนอให้ขึ้นดอกเบี้ยไปแตะ 1.25% แต่ถูกเสียงส่วนใหญ่ปัดตกไป สิ่งที่เปลี่ยนไปครั้งนี้คือท่าทีของเขาแข็งกร้าวขึ้นชัดเจน

เหตุผลเบื้องหลังไม่ได้ผูกอยู่กับเศรษฐกิจญี่ปุ่นประเทศเดียว เขาชี้ว่าธนาคารกลางใหญ่ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนทิศทางจากยุคดอกเบี้ยต่ำสู่ยุคขึ้นดอกเบี้ย ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เริ่มขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนมิถุนายน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FRB) เองก็เริ่มส่งสัญญาณเปลี่ยนท่าที ประกอบกับกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กระตุ้นความต้องการใช้จ่ายทั่วโลกจนสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อใหม่ และความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันสูงขึ้น ทั้งหมดนี้ทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่นกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอาจพุ่งเกินเป้าหมาย 2% ที่ตั้งไว้

สำหรับคนไทยที่ทำธุรกิจกับญี่ปุ่น โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่นำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ หรือชิ้นส่วนจากญี่ปุ่น นี่คือสัญญาณที่ต้องจับตาใกล้ชิด เพราะถ้าเยนแข็งค่าต่อเนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยของบีโอเจ ต้นทุนนำเข้าสินค้าญี่ปุ่นในรูปเงินบาทก็จะสูงขึ้นตาม ตรงกันข้ามกับผู้ส่งออกไทยที่ขายให้ลูกค้าญี่ปุ่น เพราะรับเงินเยนกลับมาแลกเป็นบาทได้มากขึ้น บริษัทไทยที่มีเงินกู้หรือภาระผูกพันเป็นสกุลเยนก็ควรประเมินความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนใหม่อีกครั้งเช่นกัน

แต่เรื่องนี้มีอีกด้านที่ควรมอง ค่าเงินเยนที่แข็งขึ้นตอนนี้ยังห่างไกลจาก “เยนแข็ง” ในความหมายดั้งเดิม เพราะเทียบกับหลายปีก่อนเยนยังอยู่ในโซนอ่อนค่าอย่างมีนัยสำคัญ คนไทยที่วางแผนเที่ยวญี่ปุ่นปลายปีนี้ แม้ค่าเงินอาจขยับแข็งขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นทำให้ญี่ปุ่นแพงเหมือนอดีต 〔ทิศทางค่าเงินในอนาคตยังไม่แน่นอนสูงและขึ้นกับหลายปัจจัยทั้งจากญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยังไม่สามารถยืนยันตัวเลขที่แน่ชัดได้ในขณะนี้〕

สำหรับคนไทยที่ทำงานในญี่ปุ่นและส่งเงินกลับบ้านเป็นประจำ จังหวะเยนแข็งเช่นนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีกว่าปกติ เพราะเงินเยนจำนวนเท่าเดิมแลกกลับมาเป็นบาทได้มากขึ้น หากมีแผนโอนเงินก้อนใหญ่อยู่แล้ว จังหวะนี้อาจคุ้มกว่าการรอ

สรุปแล้ว คำพูดของกรรมการธนาคารกลางเพียงคนเดียวก็ขยับตลาดเงินโลกได้ในพริบตา นี่คือธรรมชาติของตลาดยุคที่นักลงทุนไวต่อทุกสัญญาณ สิ่งที่นักธุรกิจไทยควรทำตอนนี้ไม่ใช่ตื่นตระหนก แต่คือติดตามผลประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นวันที่ 17-18 กันยายนอย่างใกล้ชิด และเตรียมแผนสำรองไว้ทั้งสองทาง ไม่ว่าเยนจะแข็งต่อหรือกลับไปอ่อนอีกครั้ง

หากบทความนี้เป็นประโยชน์
ขอเชิญติดตามเรา

ฝากแชร์บทความนี้ด้วยนะครับ
  • URLをコピーしました!
สารบัญ