ลองจินตนาการว่าคุณเดินเข้าไปในวัดเก่าแก่อายุกว่าพันปีกลางเมืองนารา สายตาจับจ้องไปที่หินสลักโบราณชิ้นหนึ่งที่ดูทรงพลังจนอดไม่ได้ที่จะเข้าไปสัมผัสใกล้ๆ นี่คือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับนักแสดงหญิงชาวไต้หวันคนหนึ่ง เพียงแต่สิ่งที่เธอทำต่อจากนั้นกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการท่องเที่ยวญี่ปุ่นทั้งประเทศ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา ที่วัดยาคุชิจิ (薬師寺) วัดพุทธเก่าแก่ในเมืองนาราที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก หญิงชาวไต้หวันวัย 39 ปี มีอาชีพพิธีกรรายการโทรทัศน์และเคยได้รับรางวัลพิธีกรรายการเด็กจากเวทีโทรทัศน์ไต้หวันเมื่อปี 2015 ได้ราดของเหลวคล้ายน้ำมันลงบน “หินรอยพระบาท” หรือ “บุตซึโซคุเซกิ” (仏足石 หินที่สลักรอยเท้าพระพุทธเจ้าไว้ ถือเป็นของเก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งของญี่ปุ่นในลักษณะนี้) ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ (国宝 หรือ “โคะคุโฮ” ระดับการขึ้นทะเบียนวัตถุทางวัฒนธรรมสำคัญที่สุดของญี่ปุ่น สูงกว่าระดับ “ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญ” ทั่วไป) จนหินโบราณชิ้นนี้เปื้อนคราบ
ตำรวจจับกุมตัวเธอในเดือนสิงหาคม ดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรม (文化財保護法) เมื่อสอบปากคำ เธอให้เหตุผลว่ามีความเชื่อส่วนตัวว่าเมื่อพบสิ่งที่สร้างความประทับใจ เธอมักราดน้ำมันเพื่อสวดอธิษฐาน และทำแบบเดียวกันกับหินรอยพระบาทชิ้นนี้ ศาลแขวงนาราออกคำสั่งลงโทษแบบสรุป (略式命令 กระบวนการพิพากษาคดีเล็กน้อยของญี่ปุ่นที่ไม่ต้องขึ้นศาลเต็มรูปแบบ) ให้จ่ายค่าปรับ 500,000 เยน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 105,000 บาท 〔อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ ณ ต้นเดือนกันยายน 2026 อาจคลาดเคลื่อนจากอัตราจริงในแต่ละวัน〕
หลังได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 2 กันยายน เธอโพสต์ข้อความขอโทษทั้งภาษาจีนและภาษาญี่ปุ่นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่าสร้างความเดือดร้อนให้ทางวัดและคนญี่ปุ่นด้วยความไม่รู้และการกระทำของตัวเอง เธอยอมรับว่าไม่ว่าจะมีความรู้สึกหรือแรงจูงใจแบบใดในตอนนั้น ควรศึกษาวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และกฎหมายของประเทศอื่นให้รอบคอบและลึกซึ้งกว่านี้ โดยเฉพาะกับทรัพย์สินทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่ถูกดูแลรักษาสืบทอดมายาวนาน พร้อมกล่าวขอโทษต่อสาธารณชนไต้หวันที่ต้องกังวลจากเหตุการณ์นี้ด้วย
เรื่องนี้สะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่าตัวบุคคลคนเดียว คือช่องว่างความเข้าใจระหว่างนักท่องเที่ยวต่างชาติกับกฎการปฏิบัติตัวในสถานที่ทางศาสนาและวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นปัญหาที่ทางการท่องเที่ยวญี่ปุ่นเป็นห่วงมาตลอดในช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้าประเทศทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องหลายปี ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมระดับ “สมบัติชาติ” อย่างหินรอยพระบาทที่วัดยาคุชิจิไม่ใช่แค่ของประดับ แต่เป็นวัตถุที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเข้มงวด การสัมผัส การราดของเหลว หรือแม้แต่การปีนป่ายเพื่อถ่ายรูป ล้วนอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญาที่มีโทษทั้งจำและปรับ ไม่ใช่แค่การถูกเจ้าหน้าที่ตักเตือนเบาๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด
สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่วางแผนไปเยือนวัดวาอาราม ศาลเจ้า หรือแหล่งมรดกโลกในญี่ปุ่น เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่าสิ่งที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัยในสายตาเรา เช่นการแตะต้องรูปปั้นหรือหินโบราณด้วยความอยากรู้อยากเห็น อาจเป็นความผิดร้ายแรงในสายตากฎหมายญี่ปุ่น ป้ายเตือน “ห้ามแตะต้อง” หรือ “ห้ามเข้าใกล้” ที่บางครั้งดูเหมือนเป็นแค่คำแนะนำทั่วไป แท้จริงมีน้ำหนักทางกฎหมายรองรับอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะวัตถุที่ติดป้าย “国宝” หรือ “重要文化財” (ทรัพย์สินทางวัฒนธรรมสำคัญ) ซึ่งมักมีการดูแลรักษาความปลอดภัยเข้มงวดกว่าสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป
ก่อนเดินทางครั้งต่อไป ลองใช้เวลาสักสองสามนาทีอ่านป้ายข้อมูลหรือกฎของแต่ละสถานที่ให้ละเอียดกว่าเคย โดยเฉพาะวัด ศาลเจ้า หรือพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงของเก่าแก่ หากมีข้อสงสัยว่าสิ่งใดแตะต้องได้หรือไม่ได้ ให้ถามเจ้าหน้าที่ก่อนเสมอ ดีกว่าเสี่ยงทำสิ่งที่อาจกลายเป็นความทรงจำที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นจากทริปที่ตั้งใจไปพักผ่อน ความเคารพต่อสถานที่และวัฒนธรรมของประเทศที่เราไปเยือน ไม่ใช่แค่มารยาทที่ดี แต่บางครั้งก็คือกฎหมายที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดด้วย

