ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดเงินตราต่างประเทศส่งสัญญาณที่น่าตกตะลึงออกมาอีกครั้ง เมื่อค่าเงินเยนญี่ปุ่นร่วงลงสู่ระดับ 1 ยูโรต่อ 187 เยนกว่า ณ ตลาดนิวยอร์กเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2026 ซึ่งถือเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เงินยูโรถือกำเนิดขึ้นในปี 1999 และต่อมาวันที่ 17 เมษายน ค่าเงินเยนยังคงอ่อนแอต่อเนื่อง โดยแตะระดับใกล้ 188 เยนต่อยูโร ซึ่งหมายความว่าเงินยูโรเดียวกันสามารถซื้อเงินเยนได้มากกว่าในอดีตถึงขนาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ยุคใหม่
สาเหตุเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้มีหลายปัจจัยประกอบกัน ประการแรกคือความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง และทำให้ญี่ปุ่นซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด ต้องเผชิญกับการขาดดุลการค้าที่กดดันเงินเยนให้อ่อนค่า ประการที่สองคือท่าทีของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ยังคงระมัดระวังในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยผู้ว่าการอุเอดะ คาซึโอะ ระบุว่าต้องรอดูผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจก่อนจะตัดสินใจใดๆ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ลดดอกเบี้ยลงเช่นกัน ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสองฝั่งไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก และแรงกดดันต่อเงินเยนยังคงอยู่
หากมองในมุมของเงินบาทไทย สถานการณ์ปัจจุบันถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อคนไทยที่คิดจะเดินทางไปญี่ปุ่น ข้อมูลจากบริการแลกเงินในกรุงเทพฯ ณ วันที่ 20 เมษายน 2026 ชี้ให้เห็นว่า 10,000 บาทสามารถแลกได้ประมาณ 2,010 เยน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับ 1 ปีก่อนที่แลกได้เพียง 2,340 เยน และ 5 ปีก่อนที่แลกได้ถึง 2,880 เยน ก็ถือว่าเงินบาทในปัจจุบันยังไม่ได้อยู่ในระดับที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า แต่ที่น่าสนใจคือในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา อัตราแลกเปลี่ยนปรับตัวดีขึ้นจาก 4.85 บาทต่อเยนมาเป็นประมาณ 4.98 บาทต่อเยน ซึ่งหมายความว่าคนไทยที่เดินทางไปญี่ปุ่นในตอนนี้ได้อานิสงส์จากการอ่อนค่าของเงินเยนในช่วงล่าสุด
สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่กำลังวางแผนเดินทาง การอ่อนค่าของเงินเยนเมื่อเทียบกับระดับ 2-3 ปีก่อน ยังคงทำให้การใช้จ่ายในญี่ปุ่นรู้สึกคุ้มค่ากว่าในอดีต โดยเฉพาะค่าอาหาร ค่าที่พัก และค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวที่มีราคาถูกลงเมื่อคิดเป็นเงินบาท อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าญี่ปุ่นเองก็กำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อในประเทศ ราคาสินค้าและบริการในญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นความได้เปรียบจากค่าเงินจึงไม่ได้แปลว่าทุกอย่างจะถูกลงเสมอไป
ในมุมนักลงทุนและนักธุรกิจไทย สถานการณ์ค่าเงินเยนที่อ่อนแอนี้มีนัยสำคัญในหลายมิติ ธุรกิจไทยที่นำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่น เช่น เครื่องจักร ชิ้นส่วนยานยนต์ หรืออุปกรณ์เทคโนโลยี อาจได้รับประโยชน์จากต้นทุนที่ถูกลง ขณะที่นักลงทุนที่สนใจในตลาดหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ญี่ปุ่น ควรพิจารณาความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ เพราะแม้ราคาสินทรัพย์ในเยนจะดูน่าสนใจ แต่หากเงินเยนฟื้นตัวในอนาคต การแปลงกลับเป็นบาทก็อาจได้รับผลตอบแทนที่ลดลง
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินหลายท่านชี้ว่าทิศทางค่าเงินเยนในระยะกลางยังคงไม่แน่นอน และขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักสองประการ คือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ BOJ และความคืบหน้าของสถานการณ์ตะวันออกกลาง หากความขัดแย้งคลี่คลาย ราคาน้ำมันลด และ BOJ ปรับขึ้นดอกเบี้ย เงินเยนก็อาจแข็งค่ากลับมาอย่างรวดเร็ว สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีแผนเดินทางไปญี่ปุ่นในช่วงกลางปี 2026 การจับตาดูอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดและวางแผนการแลกเงินล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา


