ลองนึกภาพว่าคุณกำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะโอนเงินไปญี่ปุ่นตอนนี้เลยดีไหม หรือรอให้ค่าเงินนิ่งกว่านี้ก่อน เมื่อกลางดึกของวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นและธนาคารกลาง หรือที่รู้จักกันในชื่อธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (日本銀行 ธนาคารนิปปอน) ตัดสินใจเข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนด้วยการซื้อเงินเยนครั้งใหญ่ มีการประมาณการจากตลาดว่าวงเงินที่ใช้สูงถึง 5 ล้านล้านเยน หรือคิดเป็นเงินบาทแล้วเกือบ 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงครั้งเดียวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี
ผลทันทีของการแทรกแซงครั้งนี้คือค่าเงินเยนแข็งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จากระดับที่อ่อนค่าเกินกว่า 158-159 เยนต่อดอลลาร์ มาอยู่ที่ 155 เยนต่อดอลลาร์ในช่วงสั้นๆ อย่างไรก็ตาม วันถัดมาค่าเงินก็ร่วงกลับมาที่ 157 เยนต่อดอลลาร์อีกครั้ง และในช่วงวันที่ 4-5 พฤษภาคม ก็ยังมีการพุ่งขึ้นพุ่งลงอย่างรวดเร็วในช่วง 155-157 เยน เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกยังคงระมัดระวังว่าจะมีการแทรกแซงรอบสองหรือไม่
เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมญี่ปุ่นถึงต้องเดินหมากนี้ ต้องย้อนกลับไปดูโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา เงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องเนื่องจากช่องว่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นที่ยังกว้างอยู่มาก ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นได้เริ่มขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปในปี 2566-2567 และเดินหน้าต่อในปี 2569 นี้ แต่ความเร็วยังไม่เร็วพอที่จะดึงเงินเยนให้แข็งตัวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่สหรัฐยังไม่มีแผนลดดอกเบี้ยอีกครั้งจนถึงปี 2570 เป็นอย่างเร็ว ทำให้แรงกดดันต่อค่าเงินเยนยังคงดำเนินต่อไป นอกจากนี้ การที่บริษัทญี่ปุ่นลงทุนในต่างประเทศอย่างมหาศาล รวมถึงนโยบายการออมของชาวญี่ปุ่นที่หันไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศผ่านกองทุนต่างๆ ยิ่งทำให้แรงขายเงินเยนต่อเนื่อง
สำหรับเราคนไทย ค่าเงินเยนที่ผันผวนหนักในขณะนี้มีความหมายที่แตกต่างกันไปตามว่าคุณอยู่ในสถานการณ์ใด คนที่กำลังวางแผนเดินทางไปญี่ปุ่น ช่วง 155-157 เยนต่อดอลลาร์นั้น ยังถือว่าเงินบาทของเรา “ซื้อของได้คุ้มมาก” เมื่อเทียบกับมาตรฐาน 5 ปีก่อนที่อัตราอยู่ราว 110-120 เยน แปลว่าสินค้า อาหาร และโรงแรมในญี่ปุ่นยังถูกกว่าเมื่อเทียบกับรายได้ของคนไทยอย่างน่าเหลือเชื่อ สำหรับนักธุรกิจที่ซื้อสินค้าหรือวัตถุดิบจากญี่ปุ่น ค่าเงินเยนที่อ่อนอยู่ทำให้ต้นทุนการนำเข้ายังต่ำ แต่ก็ต้องระวังว่าหากการแทรกแซงรอบใหม่เกิดขึ้น ราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ส่วนบริษัทไทยที่ส่งออกสินค้าไปญี่ปุ่น ค่าเงินเยนที่อ่อนทำให้รายได้ที่ได้รับกลับมาในรูปบาทลดลง ต้องวางแผนป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน หรือที่เรียกว่า การ hedge อย่างรัดกุม
คำแนะนำจากเพื่อนที่ติดตามตลาดมาสักพักคือ สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่ใช่จุดที่ค่าเงินเยนจะกลับมาแข็งอย่างถาวร รัฐบาลญี่ปุ่นมีกระสุนจำกัดในการแทรกแซง และสาเหตุพื้นฐานของเงินเยนอ่อนยังไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้นหากคุณวางแผนท่องเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ การแลกเงินล่วงหน้าในจังหวะที่เงินเยนแข็งขึ้นชั่วคราวอาจเป็นโอกาสที่ดี ส่วนนักธุรกิจที่ต้องโอนเงินจำนวนมาก ควรปรึกษาธนาคารเรื่องสัญญาแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเพื่อล็อคราคาให้ชัดเจน เพราะในตลาดที่ผันผวนเช่นนี้ การรอจังหวะ “ดีที่สุด” อาจทำให้พลาดโอกาสแทนที่จะได้กำไร

