ลองจินตนาการดูสักครู่ว่า ถ้าคุณแลกเงิน 100,000 บาทเพื่อไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา คุณจะได้เงินเยนกลับมาเท่าไหร่? คำตอบคือประมาณ 440,000–450,000 เยน ซึ่งฟังดูเยอะ แต่ลองย้อนกลับไปดูก่อนว่า เมื่อ 4 ปีก่อนที่อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 เยนต่อประมาณ 0.28 บาท ตอนนี้เงินก้อนเดียวกันนั้นซื้อของได้น้อยลงกว่า 40% แล้ว ขณะที่ราคาสินค้าในญี่ปุ่นก็ปรับขึ้นมาต่อเนื่อง
เหตุการณ์ที่น่าจับตาในตลาดการเงินโลกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 รัฐบาลญี่ปุ่นและธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (日本銀行) ได้เข้าแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนด้วยการซื้อเงินเยนและขายเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการดำเนินการในลักษณะนี้ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2567 และมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 5 ล้านล้านเยน หรือราว 1.1 ล้านล้านบาท ตัวเลขนี้มาจากการประมาณการของตลาดโดยดูจากข้อมูลบัญชีสำรองของธนาคารกลาง ณ วันที่ 1 พฤษภาคม ซึ่งยืนยันว่ามีรายการที่เบี่ยงเบนจากการคาดการณ์ของตลาดในระดับที่สอดคล้องกับการแทรกแซง
สาเหตุที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องลงมือในครั้งนี้ คือค่าเงินเยนทะลุแนวระดับจิตวิทยาที่ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็น “เส้นแดง” ที่ทางการกำหนดเป็นสัญลักษณ์ว่าจะยอมรับไม่ได้ ภายหลังการแทรกแซง ค่าเงินเยนแข็งขึ้นชั่วคราวมาอยู่แถว 155 เยน แต่ภายในสัปดาห์เดียวกันก็ร่วงกลับไปสู่ระดับ 157–159 เยนอีกครั้ง บ่งชี้ว่าแรงกดดันพื้นฐานยังคงอยู่
แล้วทำไมเงินเยนถึงอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง? นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากบริษัทวิจัยโนมุระ (野村総合研究所) อธิบายว่าปัจจัยหลักมาจากสองทิศทางพร้อมกัน คือความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันให้สูง ซึ่งทำให้ต้นทุนการนำเข้าของญี่ปุ่นพุ่งขึ้นและสร้างแรงกดดันเงินเฟ้อ บวกกับการที่สหรัฐอเมริกาต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ในขณะที่ญี่ปุ่นปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ช้ากว่ามากเพราะกังวลเรื่องผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ส่วนต่างของดอกเบี้ยระหว่างสองประเทศจึงยังกว้าง ทำให้นักลงทุนยังคงเทขายเงินเยนอยู่
นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัย Daiichi Life (第一ライフ資産運用経済研究所) มองว่า แม้ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะขึ้นดอกเบี้ย ค่าเงินเยนก็ไม่จำเป็นต้องแข็งขึ้นทันที เนื่องจากตลาดจะมองว่า “เพดานดอกเบี้ย” ของญี่ปุ่นยังต่ำกว่าสหรัฐอยู่ดี แนวโน้มระยะกลางจึงยังเอนเอียงไปทางเงินเยนอ่อนค่า โดยแนวต้านทางจิตวิทยาที่ 160 เยนจะยังทำหน้าที่เป็น “หลักยึด” ป้องกันไม่ให้ค่าเงินอ่อนลงไปอีกจากแรงแทรกแซงและจากความคาดหวังว่าธนาคารกลางอาจขึ้นดอกเบี้ยเมื่อแรงกดดันสูงขึ้น
สำหรับคนไทยที่วางแผนเที่ยวญี่ปุ่นหรือทำธุรกิจกับญี่ปุ่น เรื่องนี้มีนัยสำคัญโดยตรง ในแง่ดี ค่าเงินเยนที่ยังอ่อนอยู่ที่ระดับ 157–159 เยนต่อดอลลาร์หมายความว่า ของในญี่ปุ่นยังถูกกว่าเมื่อแลกเป็นสกุลเงินต่างประเทศอยู่มาก นักท่องเที่ยวจากไทยได้ประโยชน์จากกำลังซื้อที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับ 3–4 ปีก่อน แต่ต้องไม่ลืมว่าราคาในญี่ปุ่นเองก็ขยับขึ้นตามเงินเฟ้อเช่นกัน จึงไม่ใช่ว่าทุกอย่างถูกหมด โดยเฉพาะโรงแรมในเมืองใหญ่ที่ราคาพุ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สำหรับนักธุรกิจที่มีการชำระเงินเป็นเยน ช่วงนี้ก็เป็นโอกาสนำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นได้คุ้มค่ากว่าช่วงที่เยนแข็ง
ข้อควรระวังคืออย่าตั้งสมมติฐานว่าค่าเงินจะอ่อนอยู่อย่างนี้ตลอดไป เพราะการแทรกแซงของรัฐบาลญี่ปุ่นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเมื่อค่าเงินใกล้แตะ 160 เยน ซึ่งจะทำให้เยนแข็งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสั้น ๆ ถ้าคุณวางแผนแลกเงินหรือโอนเงินไปญี่ปุ่น ควรติดตามอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิดและพิจารณาทยอยแลกแทนที่จะรีบแลกทั้งก้อนในครั้งเดียว เหมือนกับที่เพื่อนฉลาดคนหนึ่งจะแนะนำว่า “อย่าเดิมพันทุกอย่างกับจังหวะเดียว”

