เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2026 รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น โคอิซุมิ ชินจิโร ประกาศอย่างเป็นทางการว่างบประมาณด้านกลาโหมและความมั่นคงสำหรับปีงบประมาณ 2026 มีมูลค่ารวมกว่า 10.6 ล้านล้านเยน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1.9 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ประเทศ โดยตัวเลขนี้รวมทั้งงบกลาโหมโดยตรงที่ทะลุ 9 ล้านล้านเยนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ บวกกับงบด้านโครงสร้างพื้นฐาน หน่วยยามฝั่ง และกิจกรรมความมั่นคงที่เกี่ยวข้องอีกกว่า 1.6 ล้านล้านเยน ถือเป็นสถิติใหม่ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทิศทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นในยุคหลังสงคราม
บริบทของการขยายงบประมาณทหารครั้งนี้มีรากฐานมาจากนโยบายที่ริเริ่มตั้งแต่สมัยรัฐบาลคิชิดะ ซึ่งกำหนดเป้าหมายยกระดับงบกลาโหมสู่ระดับ GDP 2 เปอร์เซ็นต์ภายในปีงบประมาณ 2027 อย่างไรก็ดี รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ซานาเอะ ซึ่งขึ้นสู่อำนาจในปลายปี 2025 ได้เร่งแผนการดังกล่าว โดยบรรลุเป้าหมาย 2 เปอร์เซ็นต์ได้สำเร็จในปีงบประมาณ 2025 ซึ่งเร็วกว่าแผนถึง 2 ปี ยิ่งกว่านั้น รัฐบาลทาคาอิจิยังมีแผนทบทวนเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคง 3 ฉบับภายในสิ้นปี 2026 และอาจกำหนดเป้าหมายใหม่ที่สูงกว่า 2 เปอร์เซ็นต์ในอนาคตอีกด้วย
เหตุใดญี่ปุ่นจึงตัดสินใจเดินหน้าเพิ่มงบทหารอย่างรวดเร็วเช่นนี้ คำตอบอยู่ที่สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงในภูมิภาคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งการพัฒนาขีดความสามารถทางทหารของจีนในทะเลจีนตะวันออกและช่องแคบไต้หวัน การทดลองอาวุธต่างๆ ของเกาหลีเหนือ รวมถึงความไม่แน่นอนในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่ทำให้ญี่ปุ่นรู้สึกว่าต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น งบประมาณปี 2026 ยังระบุว่ามีการเพิ่มการจัดซื้อจัดหาอาวุธและระบบขีปนาวุธจากสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของงบอาวุธทั้งหมดถูกใช้ไปกับการผ่อนชำระค่าอาวุธที่สั่งซื้อไปก่อนหน้านี้แล้ว
สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยรวม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีนัยที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ในแง่บวก การที่ญี่ปุ่นเสริมสร้างความเข้มแข็งทางทหารย่อมหนุนเสถียรภาพในภูมิภาค และเป็นปัจจัยถ่วงดุลอำนาจที่ประเทศอาเซียนหลายแห่งมองว่าจำเป็น นอกจากนี้ งบด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้นยังนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เทคโนโลยีไซเบอร์ และระบบโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งบางส่วนอาจเปิดกว้างสำหรับความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรในอาเซียนรวมถึงไทยด้วย
ในแง่ที่น่าจับตามอง คือการที่ญี่ปุ่นขยายงบทหารอย่างรวดเร็วท่ามกลางภาวะค่าเงินเยนอ่อน หนี้สาธารณะสูง และประชากรสูงวัย ย่อมสะท้อนถึงความตึงเครียดด้านงบประมาณในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อฝ่ายค้านตั้งคำถามว่างบทหารที่พุ่งสูงนี้จะกดงบสังคม สวัสดิการ และการดูแลผู้สูงอายุลงหรือไม่ ประเด็นนี้ส่งผลทางอ้อมต่อชาวไทยที่ทำงานหรือพักอาศัยในญี่ปุ่น เนื่องจากนโยบายด้านสวัสดิการและแรงงานต่างชาติอาจมีการทบทวนภายใต้แรงกดดันงบประมาณที่เพิ่มขึ้น
สำหรับนักธุรกิจและนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดญี่ปุ่น ภาคอุตสาหกรรมที่น่าจับตาในช่วงนี้ ได้แก่ บริษัทรับเหมาก่อสร้างและวิศวกรรมที่ดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง บริษัทเทคโนโลยีไซเบอร์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนระบบป้องกัน ซึ่งมีแนวโน้มได้รับงบลงทุนต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า


