ลองนึกภาพบริษัทนำเข้าเครื่องจักรจากโอซาก้าที่เพิ่งเซ็นสัญญาซื้อขายเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ราคาที่ตกลงกันไว้เป็นเงินเยนอาจกำลังจะเปลี่ยนความหมายไปอย่างเงียบๆ เพราะเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น (日本銀行) ได้ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากระดับ 0.75% เป็น 1.0% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี นับตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา
การประชุมครั้งนี้มีความพิเศษอยู่ที่ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น นายอูเอดะ คาซูโอะ (植田和男) ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลกะทันหัน ทำให้รองผู้ว่าการ นายฮิมิโนะ (氷見野) เป็นผู้นำการประชุมแทน แต่ผลการตัดสินใจก็ยังออกมาตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้เกือบทั้งหมด เพราะก่อนหน้านี้สำนักข่าวเศรษฐกิจของญี่ปุ่นได้สำรวจความเห็นนักวิเคราะห์กว่า 28 คน พบว่าราว 9 ใน 10 คนเชื่อว่าธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยในรอบนี้อย่างแน่นอน
เหตุผลหลักที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้คือแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์จนถึงกลางเดือนมิถุนายนอยู่ที่ประมาณ 94.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งปี 2025 ที่อยู่ราว 65 ดอลลาร์ถึงเกือบ 1.5 เท่า อีกปัจจัยหนึ่งคือค่าเงินเยนที่อ่อนค่าต่อเนื่อง แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะเคยเข้าแทรกแซงตลาดด้วยการซื้อเงินเยนครั้งใหญ่ในช่วงวันหยุดยาวต้นเดือนพฤษภาคม แต่ค่าเงินเยนก็ยังคงอ่อนค่ากลับไปแตะระดับเกิน 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐอีกครั้ง สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ของนำเข้าและพลังงานในญี่ปุ่นแพงขึ้นต่อเนื่อง ธนาคารกลางจึงตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ทั้งที่ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรี ทาคาอิจิ ซานาเอะ (高市早苗) มีท่าทีระมัดระวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยมาตลอดเพราะกังวลผลกระทบต่อภาคธุรกิจ แต่ครั้งนี้กลับไม่แสดงท่าทีคัดค้านอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งเพราะรัฐบาลเองก็กังวลปัญหาเงินเยนอ่อนค่าเช่นกัน
หากมองในมุมที่กว้างขึ้น การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ดำเนินมาหลายปี ปัญหาสังคมสูงวัยและแรงงานขาดแคลนทำให้บริษัทต่างๆ ต้องขึ้นค่าจ้างพนักงานมากขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อต้นทุนแรงงานสูงขึ้น บริษัทก็เริ่มผลักภาระต้นทุนไปยังราคาสินค้าอย่างชัดเจนกว่าที่เคย ซึ่งต่างจากภาวะที่ญี่ปุ่นเผชิญมานานหลายสิบปีที่ค่าจ้างและราคาสินค้าแทบไม่ขยับเลย หรือที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าภาวะ “เซโรนอร์ม” (ゼロノルム) ผู้ว่าการธนาคารกลางเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะกลับไปสู่ภาวะดังกล่าวลดลงอย่างมากแล้ว นั่นหมายความว่าญี่ปุ่นกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของเศรษฐกิจที่ดอกเบี้ยและราคาสินค้าเคลื่อนไหวกันอย่างมีพลวัตมากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือปฏิกิริยาของตลาดในวันที่ประกาศผล ดัชนีหุ้นญี่ปุ่นกลับปรับตัวขึ้น และค่าเงินเยนยังคงอ่อนค่าต่อไปอีก ซึ่งฟังดูสวนทางกับความเข้าใจทั่วไปที่ว่าดอกเบี้ยขึ้นควรทำให้ค่าเงินแข็งค่าขึ้น คำอธิบายของนักวิเคราะห์คือผลการตัดสินใจครั้งนี้ตรงตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าผ่านการรายงานข่าวต่อเนื่องหลายสัปดาห์อยู่แล้ว ตลาดจึงไม่ตื่นตระหนกและไม่ได้ปรับเงินเยนให้แข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งนักวิเคราะห์หลายคนยังมองว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น “ตามหลังสถานการณ์” เพราะพลาดโอกาสขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้แม้จะขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ก็ยังไม่เพียงพอที่จะสกัดแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันได้ทั้งหมด
สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าเครื่องจักรและชิ้นส่วน การส่งออกสินค้าไปขายในตลาดญี่ปุ่น หรือการรับการลงทุนจากบริษัทญี่ปุ่นภายใต้สิทธิประโยชน์จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) เรื่องนี้มีความหมายมากกว่าตัวเลขดอกเบี้ยที่ดูเหมือนไกลตัว เพราะการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นเริ่มเดินหน้าสู่วงจรดอกเบี้ยขาขึ้นอย่างจริงจัง บ่งชี้ว่าต้นทุนทางการเงินของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศจะค่อยๆ สูงขึ้น ซึ่งในระยะยาวอาจส่งผลต่อจังหวะการขยายการลงทุนในต่างประเทศของบริษัทญี่ปุ่น รวมถึงในไทยด้วย ขณะเดียวกัน แม้ดอกเบี้ยจะขึ้นแล้ว แต่ค่าเงินเยนก็ยังคงอ่อนค่ากว่า 160 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเมื่อเทียบกับเงินบาทแล้ว ยังถือว่าเป็นช่วงที่สินค้าและบริการจากญี่ปุ่นมีราคาค่อนข้างถูกอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าวัตถุดิบ เครื่องจักร หรือแม้แต่การเดินทางไปดูงานที่ญี่ปุ่นของนักธุรกิจไทย
คำถามคือสถานการณ์เช่นนี้จะคงอยู่ไปอีกนานแค่ไหน นักวิเคราะห์การเงินส่วนใหญ่ที่ตอบแบบสำรวจคาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องอีกครั้งในช่วงเดือนตุลาคมหรือธันวาคมปีนี้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง ค่าเงินเยนก็มีแนวโน้มจะค่อยๆ แข็งค่าขึ้นในระยะถัดไป สำหรับนักธุรกิจไทยที่กำลังวางแผนนำเข้าสินค้าหรือเครื่องจักรจากญี่ปุ่นในช่วงครึ่งปีหลัง นี่อาจเป็นจังหวะที่ควรพิจารณาเร่งทำสัญญาหรือป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ มากกว่าจะรอจนกว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นจะขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่ เพราะเมื่อถึงเวลานั้นต้นทุนอาจไม่ถูกเท่าวันนี้อีกแล้ว ส่วนนักธุรกิจที่กำลังเจรจาการลงทุนกับพันธมิตรญี่ปุ่นก็ควรติดตามทิศทางนโยบายการเงินของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพราะมันสะท้อนความเชื่อมั่นและต้นทุนการระดมทุนของบริษัทคู่ค้าโดยตรง ไม่ใช่แค่ตัวเลขเศรษฐกิจในข่าวต่างประเทศที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับเราอีกต่อไป

