ลองนึกภาพว่าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องจักรจากญี่ปุ่น ทุกเช้าคุณเปิดแอปเช็คอัตราแลกเปลี่ยนเป็นกิจวัตร แต่เช้าวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ตัวเลขที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้คุณต้องมองซ้ำ เพราะเงินเยนอ่อนค่าลงไปถึงระดับที่ไม่เคยเห็นมาในรอบเกือบ 40 ปี
ในตลาดปริวรรตเงินตราโตเกียวเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2026 ค่าเงินเยนร่วงลงแตะระดับ 162.41 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐในระหว่างวัน ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบราว 39 ปีครึ่ง นับตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 1986 ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน คือวันที่ 29 มิถุนายน ตลาดนิวยอร์กก็เพิ่งทำสถิติแตะ 161.98 เยนต่อดอลลาร์ ทะลุระดับเดิมที่เคยทำไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2024 ที่ 161.96 เยนไปแล้ว ปัจจัยหลักที่ผลักดันเยนให้อ่อนค่าคือความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1-2 ครั้งภายในปีนี้ ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ (日銀) กลับดูลังเลที่จะขึ้นดอกเบี้ยตาม
เหตุผลเบื้องหลังความลังเลของ BOJ ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจล้วนๆ แต่มีมิติการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิ ซานาเอะ (高市早苗) ถูกมองว่าเอนเอียงไปทางนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (ดอกเบี้ยต่ำ) ทำให้เกิดกระแสว่ารัฐบาลกำลัง “กดดัน” ไม่ให้ BOJ ขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลขพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นก็สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อวินัยการคลังของญี่ปุ่นเช่นกัน ปรากฏการณ์นี้ต่างจากเมื่อปี 1986 ที่เงินเยนอ่อนค่าในทิศทางตรงกันข้าม เพราะตอนนั้นโลกเพิ่งผ่านข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) ที่ประเทศมหาอำนาจร่วมมือกันดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง แต่รอบนี้กลับเป็นดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นเองจากพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง
สำหรับคนไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกับญี่ปุ่น เรื่องนี้มีสองด้านที่ต้องแยกให้ชัด ด้านแรก หากธุรกิจของคุณนำเข้าสินค้าหรือชิ้นส่วนจากญี่ปุ่นแล้วจ่ายเป็นเงินเยน การที่เยนอ่อนค่าหมายความว่าคุณใช้เงินบาทน้อยลงในการซื้อของจำนวนเท่าเดิม นี่คือข่าวดีสำหรับผู้นำเข้าเครื่องจักร ชิ้นส่วนยานยนต์ หรือวัตถุดิบจากญี่ปุ่น แต่ด้านที่สอง หากธุรกิจของคุณส่งออกสินค้าไปญี่ปุ่นแล้วรับเงินเป็นเยน เงินเยนที่อ่อนค่าจะทำให้คุณแลกกลับมาเป็นเงินบาทได้น้อยลง กระทบต่อกำไรโดยตรง นอกจากนี้ยังส่งผลถึงนักท่องเที่ยวไทยที่วางแผนไปญี่ปุ่นด้วย เพราะค่าใช้จ่ายในญี่ปุ่นเมื่อคิดเป็นเงินบาทจะถูกลงกว่าที่ผ่านมา
ดังนั้นสิ่งที่ควรทำตอนนี้ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ฝั่งไหนของการค้า หากคุณเป็นผู้นำเข้าและมีแผนสั่งซื้อสินค้าจากญี่ปุ่นในเร็วๆ นี้ อาจเป็นจังหวะที่ดีในการเจรจาสั่งซื้อ แต่ถ้าคุณเป็นผู้ส่งออกหรือรับรายได้เป็นเงินเยน ควรพิจารณาปรึกษาธนาคารเรื่องเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (forward contract) เพื่อล็อกอัตราแลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้า ส่วนใครที่วางแผนเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงนี้ ก็ถือเป็นจังหวะที่เงินบาทของคุณมีกำลังซื้อมากขึ้นกว่าปีก่อนๆ แต่อย่าลืมว่าอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนได้ตลอดเวลา และรัฐบาลญี่ปุ่นเองก็เคยส่งสัญญาณเตือนเรื่องมาตรการรับมือค่าเงินอ่อนมาแล้วหลายครั้งในปีนี้ จึงควรติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดก่อนตัดสินใจทางการเงินที่สำคัญ

