คืนวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ตี 2 ตามเวลาญี่ปุ่น ทีวีและสมาร์ตโฟนทั่วแดนอาทิตย์อุทัยจะสว่างพร้อมกัน ซามูไรบลู (SAMURAI BLUE / ทีมชาติฟุตบอลชายญี่ปุ่น) จะลงสนามในรอบน็อกเอาต์ของฟุตบอลโลก 2026 เพื่อเผชิญหน้ากับบราซิล — ทีมที่คว้าแชมป์โลกมาแล้ว 5 ครั้ง การพบกันครั้งนี้ในรายการทางการนับเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี นับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี
แต่นอกจากเรื่องบนสนามหญ้า สิ่งที่น่าสนใจสำหรับคนไทยคือบรรยากาศที่กำลังเกิดขึ้นทั่วญี่ปุ่น ช่วงฟุตบอลโลก บาร์และร้านอาหารในโตเกียว โอซากา และเมืองใหญ่ทั่วประเทศจัดงาน Public Viewing เต็มไปหมด ผู้คนสวมเสื้อสีน้ำเงินออกมาตะโกนเชียร์กลางดึก บรรยากาศแบบนี้คือสิ่งที่นักท่องเที่ยวที่บังเอิญมาเยือนญี่ปุ่นในช่วงนี้จะได้สัมผัสโดยไม่ต้องซื้อตั๋วแม้แต่ใบเดียว
ข้อมูลจาก JNTO (Japan National Tourism Organization / องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น) ชี้ว่าในเดือนเมษายน 2026 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าญี่ปุ่นกว่า 3.6 ล้านคน แม้จะลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน แต่ตัวเลขสะสมตั้งแต่ต้นปีแตะ 14 ล้านคนแล้ว สำหรับนักท่องเที่ยวไทยนั้น ในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนไทยยังคงเป็นผู้มาเยือนญี่ปุ่นมากที่สุด โดยมีรูปแบบที่โดดเด่นมาก คือเป็น “นักท่องเที่ยวซ้ำ” ที่กลับไปญี่ปุ่นมากกว่าหนึ่งครั้ง บางคนไปมาแล้ว 4-5 ครั้งยังไม่หายคิดถึง
ทำไมคนไทยถึงติดญี่ปุ่นขนาดนี้? คำตอบส่วนหนึ่งคือวัฒนธรรมที่ “ใกล้กันแต่แตกต่างพอดี” ทั้งสองประเทศมีรากฐานในพุทธศาสนา ให้คุณค่าเรื่องการเคารพผู้อาวุโสและความสุภาพเรียบร้อย แต่ประสบการณ์ที่ได้ในญี่ปุ่นนั้นต่างออกไป ตั้งแต่ความตรงต่อเวลาที่แม่นยำ ความสะอาดบนท้องถนน อาหารที่ใส่ใจรายละเอียดทุกจาน ไปจนถึงธรรมชาติที่สี่ฤดูเปลี่ยนผ่านชัดเจน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่บ้านเราให้ไม่ได้แบบเดียวกัน
แต่สำหรับปี 2026 นี้ ค่าเงินเยน (円) ที่ยังอ่อนอยู่ในระดับ 160 กว่าเยนต่อดอลลาร์ ทำให้ญี่ปุ่นยังคงคุ้มค่าสำหรับนักท่องเที่ยวไทยมากกว่าปกติ แม้ราคาบางอย่างจะสูงขึ้นตามเงินเฟ้อ แต่เมื่อเทียบสัดส่วนกับค่าเงินบาท ของดีราคาไม่แพงยังมีให้หาได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร สินค้าไลฟ์สไตล์ หรือประสบการณ์ที่หาไม่ได้ที่ไหน
และคืนวันที่ 30 มิถุนายนนี้เป็นโอกาสพิเศษอีกอย่างหนึ่ง ถ้าคุณมีแผนเดินทางญี่ปุ่นในช่วงนี้หรือช่วงหน้า ลองเปิดหน้าจอดูแมตช์ญี่ปุ่นปะทะบราซิลพร้อมกับชาวญี่ปุ่น ไม่ว่าจะที่ร้านอาหาร บาร์ หรือแม้กระทั่ง Public Viewing ที่สถานีรถไฟ — นั่นคือการท่องเที่ยวที่ไม่ต้องมีใบแผนที่

