ความตึงเครียดในตะวันออกกลางไม่ได้เป็นข่าวไกลตัวสำหรับเอเชียอีกต่อไป หลังรัฐบาลญี่ปุ่นเร่งประสานกับผู้นำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อผลักดันการเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ Mainichi รายงานว่า นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ ต้องการขยายกลุ่มประเทศที่ร่วมเรียกร้องให้เดินเรือผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัย ขณะที่ Nippon.com รายงานเพิ่มเติมว่าในการหารือทางโทรศัพท์กับผู้นำมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่นได้ย้ำความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
เหตุผลที่เรื่องนี้ต้องจับตาอย่างจริงจังคือ ญี่ปุ่นพึ่งพาพลังงานนำเข้าอย่างมาก และรัฐบาลก็เริ่มใช้มาตรการตอบสนองแล้ว โดยสำนักงานนโยบายพลังงานของญี่ปุ่นเผยข้อมูลเมื่อ 26 มีนาคมว่าได้เดินหน้าปล่อยน้ำมันดิบสำรองของรัฐ และระบุว่าสต็อก LNG ของบริษัทไฟฟ้าและก๊าซในญี่ปุ่น ณ วันที่ 1 มีนาคม มีไม่ถึง 4 ล้านตัน ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณนำเข้า LNG ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซราว 1 ปี นี่สะท้อนว่าญี่ปุ่นกำลังรับมือเชิงรุก แต่ก็ยอมรับโดยนัยว่าความผันผวนด้านพลังงานยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ
สำหรับไทย ผลสะเทือนอาจไม่มาในรูปข่าวการทหารโดยตรง แต่อาจมาในรูปต้นทุนน้ำมัน ค่าขนส่ง ค่าไฟ และค่าโดยสารเครื่องบินที่แกว่งตัวได้เร็ว ผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจกับญี่ปุ่น โดยเฉพาะโรงงาน โลจิสติกส์ และสายการบิน ควรติดตามทั้งราคาพลังงานและการเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด เพราะหากญี่ปุ่นต้องเร่งกระจายแหล่งพลังงานหรือปรับเส้นทางขนส่งจริง ภาคธุรกิจเอเชียทั้งหมดจะได้รับแรงสะเทือนไปพร้อมกัน ส่วนผู้อ่านทั่วไปที่เตรียมเดินทางไปญี่ปุ่นในระยะสั้น ก็ควรเผื่องบประมาณค่าเดินทางและค่าครองชีพไว้มากกว่าปกติ ไม่ใช่เพราะญี่ปุ่นมีปัญหาในประเทศ แต่เพราะโลกเชื่อมต่อกันเร็วกว่าที่เคย


